ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ: ท่าทีของอังกฤษต่อโดนัลด์ ทรัมป์
คริส เมสัน บรรณาธิการการเมืองของ BBC วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่ออำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ และท่าทีของผู้นำอังกฤษอย่าง แอนดี เบิร์นแฮม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เดโมแครตรั้งเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาหลังการเลือกตั้งกลางเทอม
- นายกฯ แอนดี เบิร์นแฮม ระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับผลการเลือกตั้งแล้ว
- สงครามกับอิหร่านและราคาพลังงานถูกมองว่าเป็นปัจจัยหลักที่กระทบค่าครองชีพ
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งพรรคเดโมแครตสามารถกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ 237 เสียง (จากที่ต้องการ 218 เสียง) และในวุฒิสภาได้ 54 เสียง ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเห็นได้ชัด ความพ่ายแพ้ครั้งนี้จำกัดอำนาจในการบริหารงานภายในประเทศของเขาลงอย่างมาก และจุดประเด็นคำถามสำคัญในระดับสากลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายต่างประเทศหลังจากนี้
คริส เมสัน บรรณาธิการการเมืองของ BBC รายงานว่า ท่าทีแรกจากผู้นำสหราชอาณาจักรหลังทราบผลเลือกตั้งสะท้อนความจริงทางการเมืองระหว่างประเทศร่วมสมัย โดย แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวระบุว่า "ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยอมรับผลการเลือกตั้งแล้ว" ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ปกติควรเกิดขึ้น แต่ในยุคปัจจุบันกลับเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ความสัมพันธ์ระหว่างเบิร์นแฮมและทรัมป์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยทั้งคู่เพิ่งมีโอกาสพูดคุยทางโทรศัพท์เพียงไม่กี่ครั้ง และพบกันต่อหน้าหนึ่งครั้งในการประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์กเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม บริบททางการเมืองที่เบิร์นแฮมต้องดีลด้วยในปัจจุบันนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับช่วงที่ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ เคยพยายามสร้างความสัมพันธ์กับผู้นำสหรัฐฯ เนื่องจากทรัมป์ในเวลานี้ไม่ใช่ผู้นำที่กำลังเติบโตจากชัยชนะอันโดดเด่นอีกต่อไป แต่เป็นประธานาธิบดีที่ถูกลงโทษจากผลพวงของสงครามต่างประเทศ
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ มักทำหน้าที่เป็นประชามติกลายๆ เพื่อวัดความนิยมของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ การที่พรรคฝ่ายค้าน (เดโมแครต) ควบคุมทั้งสองสภาได้สำเร็จในครั้งนี้ จะจำกัดอำนาจการออกกฎหมายและการแต่งตั้งบุคคลสำคัญของทรัมป์อย่างมีนัยสำคัญ บังคับให้ทำเนียบขาวต้องหันมาประนีประนอมกับสภาคองเกรสมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของวาระการดำรงตำแหน่ง
ภายในรัฐบาลอังกฤษ มองว่าสงครามกับอิหร่านและผลกระทบที่ตามมา โดยเฉพาะราคาน้ำมันและพลังงาน เป็นตัวการสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนปัญหาค่าครองชีพในปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เอ็ด มิลิแบนด์ ได้สะท้อนมุมมองนี้ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ BBC Newscast ก่อนการนับคะแนนจะสิ้นสุดลง โดยระบุถึงสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์。「มุดที่ไม่ได้เปิดกว้างอย่างอิสระ และนั่นกำลังซัดกระหน่ำใส่ครอบครัวชาวอังกฤษที่บ้านเกิด」 ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับทั้งชาวอเมริกันและชาติพันธมิตร
"ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เปิดกว้างอย่างอิสระ และนั่นกำลังซัดกระหน่ำใส่ครอบครัวชาวอังกฤษที่บ้านเกิด"
เอ็ด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ
คำถามตัวโตที่รัฐบาลอังกฤษและชาติพันธมิตรอย่าง สหภาพยุโรป แคนาดา และออสเตรเลีย กำลังขบคิดกันอย่างหนักคือ ความพ่ายแพ้ภายในประเทศจะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์หันไปมีท่าทีที่ก้าวร้าว ดุดัน หรือคาดเดาไม่ได้มากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศหรือไม่ หรือในทางกลับกัน พันธมิตรดั้งเดิมเหล่านี้จะกล้าหาญพอที่จะร่วมมือกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองภายในของทรัมป์ เพื่อพยายามถ่วงดุลและจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีที่อ่อนแอลงรายนี้
ที่มา: BBC Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น