พรรคเดโมแครตคุมสภาคองเกรสสหรัฐฯ อำนาจใหม่และความท้าทาย
พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะเลือกตั้งกลางเทอมครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เตรียมเผชิญหน้ากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวาระสุดท้าย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ
- โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงมีอำนาจยับยั้งกฎหมายและการแต่งตั้งสำคัญในฐานะประธานาธิบดี
- สภาเตรียมเดินหน้าตรวจสอบทุจริต ปัญหาราคาสินค้า และค่าครองชีพที่สูงขึ้น
- เสียงวิเคราะห์ชี้ความขัดแย้งทางการเมืองอาจเพิ่มสูงขึ้นในสภาคองเกรส
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาเสร็จ Aสิ้นลงพร้อมกับผลการพลิกขั้วอำนาจครั้งใหญ่ เมื่อพรรคเดโมแครตสามารถกวาดที่นั่งจนครองเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ท่ามกลางความดีใจของสมาชิกพรรคที่เตรียมเข้ามาทำหน้าที่บริหารสภาในเดือนมกราคมปีหน้า
ฮาคีม เจฟฟรีย์ส ผู้นำพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวประกาศชัยชนะในค่ำคืนวันเลือกตั้งด้วยความตื่นเต้นว่า วันนี้คือจุดเริ่มต้นของการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ผ่านมาได้หาเสียงไว้หลายเรื่อง เช่น การตรวจสอบการทุจริต การลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข อาหาร และน้ำมัน รวมถึงการยับยั้งสงครามอิหร่าน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนขั้วอำนาจในวอชิงตันไม่ได้หมายความว่าเดโมแครตจะสามารถผลักดันนโยบายทุกอย่างได้ทันที เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ยังคงมีอำนาจในการปฏิเสธร่างกฎหมายที่ผ่านจากสภา ทำให้การทำงานร่วมกันมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
โรเบิร์ต การ์เซีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐแคลิฟอร์เนีย เตรียมตัวที่จะเข้ามาคุมคณะกรรมาธิการตรวจสอบชุดใหญ่ในสภา ซึ่งจะมีอำนาจในการติดตามการทำงานของรัฐบาลทรัมป์ในช่วงสองปีสุดท้ายให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ขณะที่วุฒิสภาก็มีอำนาจในการอนุมัติหรือบล็อกการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีและตุลาการของประธานาธิบดีเช่นกัน
"เราต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถทำงานได้จริง ส่งมอบคำตอบต่อข้อกังวลและคำถามของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องค่าจ้างต่ำและต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น"
พรรคเดโมแครต
ในระบบการเมืองสหรัฐฯ การที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมาจากคนละพรรค (Divided Government) มักนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางการเมือง (Gridlock) บ่อยครั้ง เนื่องจากประธานาธิบดีมีอำนาจวีโต (Veto) ร่างกฎหมาย ขณะที่สภาก็มีอำนาจในการตรวจสอบและควบคุมงบประมาณ การบริหารประเทศในช่วงหลังจากนี้จึงต้องอาศัยการประนีประนอมสูงมากเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดทำการของรัฐบาล (Government Shutdown)
ในประเด็นการถอดถอนประธานาธิบดี (Impeachment) แม้สภาผู้แทนราษฎรจะมีอำนาจในการยื่นเรื่อง แต่การจะลงมติปลดประธานาธิบดีในวุฒิสภาจะต้องใช้เสียงถึงสองในสามหรือ 67 เสียง ซึ่งเป็นจำนวนที่พรรคเดโมแครตไม่มี ทำให้กระบวนการดังกล่าวอาจทำได้ยากและมีความเห็นแตก 8แยกกันภายในพรรคเองถึงความคุ้มค่าทางการเมือง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ที่มา: BBC World
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น