กมธ.อว.ยันจดสิทธิบัตรกะเพราแก้วจุรี 1-4 ไม่กระทบสายพันธุ์อื่น
นายธัญธร ธนินวัฒนาธร โฆษก กมธ.อว. แถลงที่รัฐสภาเมื่อ 6 พ.ย. 2569 ยืนยันการจดสิทธิบัตรกะเพราแก้วจุรี 1-4 จากทุนวิจัย 5.5 ล้านบาท ไม่กระทบพันธุ์พื้นเมือง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- กมธ.อว. ยืนยันการจดสิทธิบัตรกะเพราแก้วจุรี 1-4 ไม่กระทบพันธุ์พื้นเมือง
- ประชาชนยังคงปลูก บริโภค และจำหน่ายกะเพราสายพันธุ์อื่นได้ตามปกติ
- โครงการนี้เป็นผลงานรับจ้างวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และซีพีแรม
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา นายธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาแถลงผลการประชุมของคณะกรรมาธิการฯ โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณานโยบายการวิจัยและพัฒนาพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการบริหารจัดการสิทธิ์ในผลงานวิจัยและการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และสาธารณะอย่างเป็นธรรม
ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากประชาชน เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านทรัพย์สินทางปัญญาต่อพืชพื้นบ้าน ทางคณะกรรมาธิการฯ จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์กะเพราที่ตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันระหว่างภาครัฐ เกษตรกร และผู้บริโภค
โฆษก กมธ.อว. ได้ชี้แจงย้ำว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชสำหรับกะเพราพันธุ์แก้วจุรี 1 ถึง 4 นั้น เป็นการให้ความคุ้มครองเฉพาะสายพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงขึ้นมาใหม่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่ได้เป็นการผูกขาดสิทธิ์คุ้มครองกะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศไทยแต่อย่างใด ประชาชนทั่วไปยังคงมีอิสระในการปลูก บริโภค และจำหน่ายกะเพราพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ได้ตามปกติโดยไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การบริหารจัดการสิทธิ์ในผลงานวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐและบริษัทเอกชนมักมีข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุนวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความสมดุลไม่ให้กระทบต่อสิทธิพื้นฐานของเกษตรกรในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์และพืชท้องถิ่นดั้งเดิม
ในส่วนของรายละเอียดเชิงลึก ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติได้ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยโครงการวิจัยกะเพราดังกล่าวดำเนินการในรูปแบบรับจ้างวิจัย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวน 5.5 ล้านบาทจากบริษัท ซีพีแรม จำกัด เป้าหมายหลักของการวิจัยคือการพัฒนาพันธุ์กะเพราให้มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น กลิ่นที่สม่ำเสมอ ใบมีขนาดใหญ่และมีความหนามากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร โดยใช้เทคนิคการคัดเลือกพันธุ์ การเพิ่มจำนวนโครโมโซม รวมถึงการศึกษาการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว จนได้ออกมาเป็นกะเพราแก้วจุรีในที่สุด
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น