Relationslipping ภาวะความสัมพันธ์ในทีมหลุดจากกันจาก AI
งานวิจัย BetterUp และ Miro เผยพนักงานพึ่ง AI แทนเพื่อนร่วมทีม ทำให้การประสานงานลดลง 22.3% และความไว้ใจในทีมดิ่งลง 21.9%

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พฤติกรรมใช้ AI แทนการคุยกับเพื่อนร่วมทีมทำให้ความสัมพันธ์หลุดมือ
- การประสานงานของทีมลดลง 22.3% และความไว้ใจลดลง 21.9%
- พนักงาน 1 ใน 5 นึกถึง AI ก่อนเพื่อนร่วมทีมเมื่อเจอปัญหา
- การแก้ไขทำได้โดยวัดความสำเร็จระดับทีมและพูดคุยกันสม่ำเสมอ
คำถามที่เมื่อก่อนต้องเดินไปถามเพื่อนร่วมทีม ตอนนี้หลายคนเลือกพิมพ์ถาม AI แทน เพราะได้คำตอบเร็วกว่า ไม่ต้องรอ และไม่ต้องเกรงใจใคร แต่พฤติกรรมที่ช่วยให้แต่ละคนทำงานเร็วขึ้นนี้กำลังมีต้นทุนที่มองไม่เห็นในระดับทีม จนนักวิจัยต้องตั้งชื่อเรียกใหม่ว่า 'Relationslipping' หรือภาวะที่ความสัมพันธ์ในการทำงานของทีมค่อยๆ หลุดมือไปโดยไม่มีใครตั้งใจ
คำนี้มาจากงานวิจัยที่เพิ่งเผยแพร่ใน Harvard Business Review โดยทีมนักวิจัยจาก BetterUp แพลตฟอร์มโค้ชชิ่งด้านการพัฒนาบุคลากร นำโดยคุณ Kate Niederhoffer หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ ร่วมกับคุณ Jeffrey T. Hancock ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารจาก Stanford University ผลสำรวจพนักงานออฟฟิศเต็มเวลาในสหรัฐฯ 1,033 คนจากกว่า 20 อุตสาหกรรม พบว่าทีมที่การหันไปพึ่ง AI แทนเพื่อนร่วมงานกลายเป็นเรื่องปกติ มีการประสานงานลดลง 22.3% และความไว้ใจกันลดลง 21.9% ขณะที่ผลสำรวจของ Miro จากผู้บริหารและพนักงานกว่า 9,500 คนก็พบสัญญาณในทิศทางเดียวกัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
Relationslipping มาจากคำว่า Relationship ผสมกับ Slipping แก่นของมันอยู่ที่ความจริงข้อหนึ่งของการทำงานเป็นทีม นั่นคือทีมที่ดีไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนรู้ทุกเรื่อง แต่ทุกคนต้องรู้ว่าเรื่องไหนควรถามใคร นักจิตวิทยาสังคม Dan Wegner เรียกสิ่งนี้ว่า ระบบความจำร่วมของทีม ซึ่งทำให้คนในทีมพึ่งพาความเชี่ยวชาญของกันและกันในการทำงานแต่ละวันได้ งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า AI กำลังเข้ามากัดกร่อนระบบดังกล่าวโดยการใช้ AI แทนการคุยกับเพื่อนร่วมทีม
ภาวะ Relationslipping สะท้อนให้เห็นว่าประสิทธิภาพส่วนบุคคล (Individual Productivity) กับประสิทธิภาพของทีม (Team Synergy) อาจไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป การที่เทคโนโลยีถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองผู้ใช้งานแบบปัจเจก (Personalized AI) ทำให้ความจำเป็นในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ลดลงโดยปริยาย ซึ่งองค์กรยุคใหม่ที่เร่งนำ AI มาใช้ต้องระวังไม่ให้เครื่องมือเพิ่มผลผลิตนี้กลายเป็นตัวทำลายสายใยการทำงานร่วมกันในระยะยาว
"The more employees turned to AI instead of a teammate, the more their trust in each other and their ability to coordinate seemed to erode."
Kate Niederhoffer และ Jeffrey T. Hancock
ผลกระทบนี้ไม่ได้อยู่แค่ในแบบสอบถาม เพราะทีมที่ไว้ใจกันน้อยลงจะยอมรับคำแนะนำของกันและกันยากขึ้น เลิกพึ่งพาความรู้ของเพื่อนร่วมทีม และเสียเวลาไปกับการตรวจงานกันซ้ำ นักวิจัยสรุปว่าการแทนที่ทำให้การประสานงานกลายเป็นงานซ้ำซ้อนและทางตัน ส่วนความไว้ใจก็กลายเป็นความลังเลและการตรวจซ้ำ ขณะที่พนักงาน 1 ใน 5 ยอมรับว่าเมื่อเจอปัญหา สิ่งแรกที่นึกถึงคือ AI ไม่ใช่เพื่อนร่วมทีม และคนที่เชื่อใจ AI สูงมีโอกาสแทนที่เพื่อนร่วมทีมมากกว่าคนอื่นถึง 2.2 เท่า
สิ่งที่ทำให้ Relationslipping แก้ยาก คือไม่มีใครในเรื่องนี้ทำผิด การถาม AI ได้คำตอบทันที ไม่ต้องรบกวนใคร และในมุมของแต่ละคนก็เป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล อีกทั้ง AI ยังคล้อยตามและสนับสนุนความคิดของผู้ใช้เสมอ เมื่อเทียบกับการคุยกับคนจริงที่มีทั้งการแย้งและแรงเสียดทาน การปฏิสัมพันธ์กับ AI จึงง่ายกว่าในความรู้สึกของพนักงาน
ข่าวดีคือทั้งสองทีมวิจัยไม่ได้เสนอให้เลิกใช้ AI แต่เสนอวิธีปรับให้การใช้ AI ไม่ทำให้ทีมหลุดจากกัน เช่น การติดต่อกันสม่ำเสมอผ่านช่องทางออนไลน์แม้จะเป็นการสื่อสารแบบไม่พร้อมกัน และการวัดความสำเร็จของ AI ที่ระดับทีมผ่านขั้นตอนการทำงานที่ใช้ร่วมกันแทนการปล่อยให้แต่ละคนเลือกเครื่องมือตามความชอบส่วนตัว
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น