ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026: บิ๊กเทคปรับตัวรับขั้วอำนาจใหม่
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ พ.ศ. 2569 ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต้องเร่งกระชับความสัมพันธ์กับพรรคเดโมแครต ท่ามกลางความท้าทายเรื่องกฎระเบียบ AI และตลาดทุน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- OpenAI จ้าง Jessica Schumer บุตรสาวของ ส.ส. เดโมแครต Chuck Schumer ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม
- บริษัทเทคฯ เร่งสร้างสัมพันธ์กับพรรคเดโมแครตหลังขั้วอำนาจในวอชิงตันเปลี่ยนไป
- ผู้เชี่ยวชาญมองการคุมเข้ม AI จะย้ายไปขับเคลื่อนระดับรัฐและประเด็นใกล้ตัวประชาชน
- ตลาดทุนปั่นป่วนหลังเลือกตั้ง จุดกระแสความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI ในยุครัฐบาลทรัมป์
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ได้พลิกโฉมหน้าความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กับฝ่ายการเมืองในกรุงวอชิงตันอย่างรวดเร็ว โดยก่อนหน้าวันเลือกตั้งไม่นาน ทาง OpenAI ได้ตัดสินใจจ้างงาน Jessica Schumer ซึ่งเป็นบุตรสาวของ Chuck Schumer วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต พร้อมทั้งประกาศเปลี่ยนชื่อเรียกศูนย์ข้อมูลของบริษัทเป็น "compute campuses" เพื่อปรับภาพลักษณ์เชิงกลยุทธ์
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ผู้นำจากซิลิคอนแวลีหลายแห่งได้เข้าใกล้ชิดกับรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมที่ทำเนียบขาว การลดขนาดโครงการความหลากหลาย หรือการบริจาคเงินสนับสนุนซูเปอร์แพ็ก ซึ่งนโยบายของรัฐบาลชุดดังกล่าวได้เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมหลายด้าน เช่น การลดหย่อนภาษี การชะลอการสอบสวนของรัฐบาลกลาง และการผ่อนปรนกฎระเบียบด้านปัญญาประดิษฐ์ แม้ว่าบริษัทอย่าง Meta และ OpenAI จะยังต้องเผชิญกับคดีความและค่าปรับมหาศาลก็ตาม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
เมื่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมทำให้ดุลอำนาจในวอชิงตันเปลี่ยนไป บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จึงเริ่มหันมาฟื้นฟูสายสัมพันธ์กับพรรคเดโมแครต ซึ่งได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะเข้ามาเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลเทคโนโลยี AI อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมองว่าความสำเร็จในการปรับตัวครั้งนี้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขัดเกลาภาพลักษณ์องค์กร แต่อ1ยู่ที่การเผชิญหน้ากับสมรภูมิที่แท้จริง ทั้งในระดับสภาท้องถิ่น ชุมชนที่ต้องตัดสินใจเรื่องการตั้งศูนย์ข้อมูล และความผันผวนของตลาดการเงินในยุคบูมของ AI
การปรับตัวของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เข้าหาพรรคการเมืองทั้งสองฝั่งถือเป็นกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงทางการเมืองที่เรียกว่า "bipartisan hedging" เนื่องจากนโยบายด้านเทคโนโลยีมักมีความไม่แน่นอนสูงเมื่อพรรคการการเมืองเปลี่ยนขั้วการครองเสียงในสภา การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องปรับท่าทีอย่างรวดเร็วสะท้อนให้เห็นว่าอำนาจอิทธิพลทางเทคโนโลยีไม่เพียงพอที่จะต้านทานแรงกดดันจากฝ่ายนิติบัญญัติและกระแสสังคมในระดับท้องถิ่นได้
ด้าน Dina Powell McCormick ประธานของ Meta ได้กล่าวในงาน WSJ Tech ว่าองค์กรมีความจำเป็นต้องทำงานร่วมกับรัฐบาลที่ประชาชนชาวอเมริกันเลือกตั้งเข้ามา พร้อมระบุว่า Meta ต้องการแสดงให้เห็นว่าชุมชนที่สนับสนุนการลงทุนจะได้รับประโยชน์มหาศาล ขณะที่ชุมชนที่ไม่ต้องการก็ย่อมมีสิทธิในการระงับโครงการดังกล่าวได้เช่นกัน
"บริษัทเทคโนโลยีควรตั้งคำถามกับตัวเองว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นได้อย่างไร เพราะในตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้น"
Alice Marwick, ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย Data & Society
ในขณะเดียวกัน Aryan Ranjan ผู้ก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์จัดการหาเสียง Baraza ระบุว่าความเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ในอีกสองปีข้างหน้าอาจเกิดขึ้นในระดับรัฐ เนื่องจากที่ผ่านมาหลายรัฐได้เป็นโจทก์ฟ้องร้องบริษัทเทคโนโลยีและผ่านกฎหมายควบคุมไปแล้ว โดยแรงผลักดันจากกลุ่มชนชั้นแรงงานจะผลักดันให้เดโมแครตหยิบยกประเด็น AI ไปผูกโยงกับค่าไฟฟ้าและตำแหน่งงานแทนเรื่องความปลอดภัยเชิงนามธรรม
นอกจากนี้ บรรยากาศทางเศรษฐกิจยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยในวันพุธหลังการเลือกตั้ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญภาวะเทขายมูลค่ากว่าล้านล้านดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มทบทวนการลงทุนในไอพีโอของ Anthropic สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ฟองสบู่ AI อาจแตกในมือของรัฐบาลทรัมป์ จนเกิดคำถามว่าทำเนียบขาวจะเลือกจมหรือว่ายไปพร้อมกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีนี้
ที่มา: TechCrunch
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น