ไทยเสียโอกาส: ปมประธานรัฐสภาไม่ส่งผู้แทนร่วมประชุม APA
วิเคราะห์เสียงวิจารณ์กรณีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ไม่ส่งผู้แทนร่วมประชุมสมัชชารัฐสภาเอเชีย (APA) ปี 2570 หวั่นเสียเปรียบปมชายแดน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา สั่งระงับการส่งผู้แทนร่วมประชุม APA ปี 2570
- กัมพูชาอาจใช้เวทีนี้ชี้แจงข้อพิพาทชายแดนและปราสาทพระวิหารโดยไม่มีไทยโต้แย้ง
- เกิดคำถามถึงการตัดโอกาส สส.พรรคประชาชน และลดบทบาทฝ่ายค้านในเวทีระหว่างประเทศ
- ย้ำการเมืองภายในไม่ควรขัดขวางการรักษาผลประโยชน์ชาติบนเวทีโลก
การตัดสินใจของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ที่สั่งระงับการส่งคณะผู้แทนรัฐสภาไทยเข้าร่วมการประชุมสมัชชารัฐสภาเอเชีย หรือ APA ช่วงต้นปี 2570 กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ภาพลักษณ์ของการทูตสภา แต่ยังเกี่ยวพันโดยตรงกับผลประโยชน์และจุดยืนของประเทศไทยบนเวทีระหว่างประเทศ
เวทีสมัชชารัฐสภาเอเชีย หรือ APA ถือเป็นความร่วมมือที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 42 ประเทศ และมีประเทศผู้สังเกตการณ์อีก 16 ประเทศ โดยรัฐสภาไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา บทบาทหลักของเวทีดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การสร้างสรรค์สันติภาพ การเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ไปจนถึงการประสานความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่างประเทศสมาชิก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ความกังวลหลักจากการไม่ส่งผู้แทนในครั้งนี้ อยู่ที่ประเด็นข้อพิพาทชายแดนและมรดกวัฒนธรรม โดยเฉพาะปราสาทพระวิหาร ที่กัมพูชาอาจฉวยโอกาสนี้นำเสนอข้อมูลฝ่ายเดียวต่อที่ประชุม หากปราศจากตัวแทนจากประเทศไทยคอยชี้แจงข้อเท็จจริง โต้แย้ง หรือทักท้วง อาจทำให้ประเทศสมาชิกเข้าใจคลาดเคลื่อน และเปิดทางให้คู่กรณีครองพื้นที่สื่อสารทางการเมืองระหว่างประเทศได้เบ็ดเสร็จ
ในอดีต เวทีระหว่างประเทศอย่างสมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) หรือสหภาพรัฐสภา (IPU) เคยมีเหตุการณ์ที่ผู้แทนไทยต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์และชี้แจงจุดยืนของชาติในประเด็นชายแดนมาแล้วหลายครั้ง การขาดหายไปจากเวที APA จึงเปรียบเสมือนการปิดประตูช่องทางสำคัญในการสื่อสารเชิงรุก และลดทอนอำนาจการต่อรองของไทยในยามที่สถานการณ์ยังมีความเปราะบาง
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความเคลือบแคลงใจคือ การระงับการเดินทางกะทันหัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการจัดเตรียมรายชื่อคณะผู้แทนเรียบร้อยแล้ว โดยมีสมาชิกวุฒิสภาเป็นหัวหน้าคณะ และมีนายภัณฑิล น่วมเจิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน ดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าคณะ การเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้จึงหนีไม่พ้นเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการสกัดกั้นหรือลดบทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านในการทำงานระดับนานาชาติหรือไม่
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าเรื่องนี้ไม่ควรถูกดึงเข้าไปเป็นเกมความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพราะเมื่อก้าวออกไปทำหน้าที่ในนามตัวแทนประเทศไทย สิ่งที่ต้องยึดถือเหนือสิ่งอื่นใดคือประโยชน์ของชาติ บ้านเมือง และความมั่นคงตามแนวชายแดน การปล่อยให้การเมืองภายในประเทศมาบดบังภารกิจสำคัญระดับชาติ ย่อมทำให้ไทยต้องเสียโอกาสมหาศาลในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาคมโลก
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น