เซอรื จอห์น เคอร์ติส ระบุ คะแนนนิยม 'เบิร์นแฮม บาวน์ส' ของพรรคแรงงานมีจริงแต่ยังไม่พุ่งกระฉูด
เซอร์ จอห์น เคอร์ติส นักโพลชื่อดังชี้ การขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานของแอนดี เบิร์นแฮม ช่วยดึงคะแนนนิยมพุ่งขึ้นจริง แต่พรรคยังคงเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งทั่วไป

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พรรคแรงงานภายใต้แอนดี เบิร์นแฮม มีคะแนนนิยมเฉลี่ยแตะระดับกลาง 20% สูงสุดนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
- ปรากฏการณ์คะแนนพุ่งรับผู้นำใหม่ (Bounce) เป็นเรื่องปกติทางการเมืองอังกฤษ ยกเว้นสมัย ลิซ ทรัสส์
- คะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการดึงฐานเสียงเดิมกลับมาจากพรรคกรีนและพรรคเสรีประชาธิปไตย
- พรรคปฏิรูป (Reform UK) กำลังเผชิญปัญหาภายใน ทำให้คะแนนนิยมตกลงจนเสียแชมป์ในโพลชั่วคราว
ผลสำรวจความคิดเห็นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า พรรคแรงงานภายใต้การนำของแอนดี เบิร์นแฮม มีคะแนนนิยมเฉลี่ยอยู่ในระดับช่วงกลางของ 20% ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับระดับ 19% ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน เมื่อเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ประกาศลาออก แม้พรรคแรงงานจะขยับขึ้นมานำพรรคปฏิรูป (Reform UK) ได้อย่างเฉียดฉิว แต่หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลนักก่อนที่พรรคจะมีความมั่นใจมากพอสำหรับการสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไป
ปรากฏการณ์ที่คะแนนนิยมพุ่งขึ้นหลังการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้าพรรคกลางเทอมนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ศาสตราจารย์เซอร์ จอห์น เคอร์ติส ระบุว่าเกือบทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผ่านอำนาจกลางคัน รัฐบาลที่เข้ามาบริหารต่อมักจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเสมอ เช่น พรรคแรงงานในยุคของกอร์ดอน บราวน์ ที่คะแนนพุ่งขึ้นเจ็ดจุดหลังแทนที่โทนี แบลร์ ในปี 2007 หรือพรรคอนุรักษ์นิยมที่ได้อานิสงส์หกจุดตอนที่บอริส จอห์นสัน ขึ้นกุมอำนาจแทนเทเรซา เมย์ ในปี 2019 โดยมีเพียงยุคของลิซ ทรัสส์ ในปี 2022 เท่านั้นที่ล้มเหลวในการสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวก เนื่องจากถูกบดบังด้วยเหตุการณ์เสด็จสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
เมื่อมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่เบิร์นแฮมต้องรับมือกับหลุมดำทางการเมือง คะแนน 19% ตอนที่สตาร์เมอร์ลาออกนั้นนับว่าต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของผู้นำที่ก้าวลงจากตำแหน่งกลางเทอม ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะได้รับอานิสงส์จากความเปลี่ยนแปลงแล้วก็ตาม คะแนนเฉลี่ยของพรรคแรงงานก็ยังคงต่ำที่สุดในบรรดานายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มารับไม้ต่อกลางคัน และยังห่างไกลจากตัวเลข 35% ที่พรรคเคยทำได้ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2024 ค่อนข้างมาก
"การเข้ามาของเบิร์นแฮมทำให้พรรคแรงงานมีความหวังครั้งใหม่ แต่ผู้นำคนใหม่ยังคงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสามารถดึงคะแนนจากชนชั้นแรงงานกลุ่มสนับสนุน Brexit กลับมาได้"

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ปรากฏการณ์ 'Honeymoon Period' หรือช่วงเวลาฮันนีมูนของผู้นำทางการเมืองคนใหม่ เป็นกลไกจิตวิทยาและการเมืองที่มักเกิดขึ้นเสมอเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในพรรคหรือรัฐบาล ประชาชนมักจะคาดหวังความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นและให้โอกาสผู้นำคนใหม่ได้แสดงฝีมือระยะสั้น อย่างไรก็ตาม คะแนนนิยมช่วงเริ่มต้นนี้มักจะค่อยๆ ลดลงหากรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างหรือทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้ทันท่วงที ซึ่งกรณีของแอนดี เบิร์นแฮม ถือว่ามีความท้าทายสูงเป็นพิเศษเนื่องจากต้องแบกรับฐานคะแนนเริ่มต้นที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์
แหล่งที่มาหลักของคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากการดึงตัวผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกลับมาจากพรรคกรีนและพรรคเสรีประชาธิปไตย โดยพรรคกรีนได้รับผลกระทบมากที่สุดเนื่องจากฐานเสียงจำนวนมากเคยเป็นอดีตผู้สนับสนุนพรรคแรงงานที่ผิดหวังในการเลือกตั้งปี 2024 ในขณะเดียวกัน ปัญหาภายในของเนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรคปฏิรูป เกี่ยวกับความโปร่งใสเรื่องแหล่งเงินทุนและการลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 13 สิงหาคม ก็มีส่วนทำให้พรรคปฏิรูปเสียคะแนนไปเช่นกัน ส่งผลให้พรรคอนุรักษ์นิยมภายใต้เคมี บาเดนอช ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 20% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว
ที่มา: BBC Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น