วีระยุทธ ชี้ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ โจทย์ใหญ่พรรคประชาชน ท่ามกลางศึกชิงความเชื่อมั่น
พรรคประชาชนจัดสัมมนา สส. และเครือข่าย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ชี้การเมืองทศวรรษ 2570 เผชิญโจทย์ท้าทายจากโครงสร้างอำนาจใหม่ พร้อมกางยุทธศาสตร์สร้างความพร้อมเป็นแกนนำรัฐบาล

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พรรคประชาชนจัดงานสัมมนา สส. และเครือข่ายสมาชิกพรรค ณ โรงแรมเมเปิล เขตบางนา ระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม
- วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ชี้โครงสร้าง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ เป็นการผสมผสานระหว่างเครือข่ายบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ กลไกราชการ และกลุ่มเทคโนแครต
- พรรคต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น พิสูจน์ความพร้อมในการเป็นรัฐบาล และนำเสนอทางเลือกใหม่ที่ปฏิบัติได้จริง
- ยุทธศาสตร์สำคัญประกอบด้วยการเอาชนะทางความคิด การเอาชนะทางการเมือง และการสร้างพรรคมวลชนที่เข้มแข็ง
เมื่อวันที่ 1-2 สิงหาคมที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้จัดงานสัมมนา สส. และเครือข่ายสมาชิกพรรค ณ โรงแรมเมเปิล เขตบางนา เพื่อร่วมกันหารือถึงปัญหา กระบวนการทำงาน พร้อมทั้งกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรคในอนาคต โดยในการบรรยายเปิดวงสัมมนา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ฉายภาพพัฒนาการทางการเมืองไทยในแต่ละทศวรรษ เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจที่พรรคกำลังเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน
นายวีระยุทธได้ทบทวนประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยระบุว่าในทศวรรษ 2530 อำนาจเริ่มเปลี่ยนผ่านจากกองทัพเข้าสู่ระบบรัฐสภาและเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น ต่อมาในทศวรรษ 2540 การขึ้นมาของพรรคไทยรักไทยภายใต้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร สามารถเชื่อมโยงการเมืองระดับชาติเข้ากับประชาชนฐานรากผ่านนโยบายสาธารณะ เช่น นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์แบบเดิม แต่ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งกับเครือข่ายอำนาจดั้งเดิม ก่อนที่ในทศวรรษ 2550 จะนำไปสู่รัฐประหารและการก่อตัวของ ‘ระบอบประยุทธ์’ ซึ่งรวมถึงอิทธิพลของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และนำมาสู่การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ในทศวรรษ 2560 ที่เข้ามาท้าทายโครงสร้างดังกล่าว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การวิเคราะห์พัฒนาการโครงสร้างอำนาจผ่านมุมมองของพรรคประชาชนสะท้อนให้เห็นความพยายามในการทำความเข้าใจจุดเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทยอย่างเป็นระบบ การศึกษาโครงสร้างในอดีตตั้งแต่ยุคบ้านใหญ่ ทักษิณ จนถึงยุค คสช. ช่วยให้พรรคสามารถวางตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในฐานะตัวแทนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้นในทศวรรษ 2570
สำหรับการเมืองในทศวรรษ 2570 นายวีระยุทธระบุว่า พรรคประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อีกต่อไป แต่เป็นผู้เล่นหลักในสมการการเมือง โดยได้ให้นิยามถึงความท้าทายสำคัญว่า:
- ระบอบสีน้ำเงินคือการผสมผสานระหว่างเครือข่ายบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ กลไกราชการ และกลุ่มเทคโนแครต
- โครงสร้างดังกล่าวอาจทำให้การกำหนดนโยบายขาดความกล้าตัดสินใจและความต่อเนื่องทางเทคนิค
- พรรคการเมืองที่เชี่ยวชาญเพียงการบริหารเครือข่ายในพื้นที่อาจมีข้อจำกัดเมื่อต้องรับบทเป็นแกนนำรัฐบาลที่ต้องอาศัยวิสัยทัศน์รอบด้าน
"ระบอบสีน้ำเงินไม่ได้หมายถึงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานระหว่างเครือข่ายบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ กลไกราชการ และกลุ่มเทคโนแครตที่เข้ามาสร้างความชอบธรรมให้กับการบริหารประเทศ"
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
นายวีระยุทธกล่าวเสริมว่า ความไม่พอใจต่อโครงสร้างเดิมไม่ได้ทำให้ประชาชนเลือกพรรคประชาชนโดยอัตโนมัติ เนื่องจากยังมีทางเลือกอื่น เช่น การพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ เศรษฐกิจนอกระบบ หรือการย้ายถิ่นฐาน ภารกิจของพรรคจึงต้องไม่ใช่แค่การวิพากษ์วิจารณ์ แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงภาพของ ‘Alternative Thailand’ หรือประเทศไทยอีกแบบหนึ่งที่มีความเป็นไปได้จริง ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การเอาชนะทางความคิด การเอาชนะทางการเมือง และการสร้างพรรคมวลชนที่เข้มแข็ง
"สมาชิกพรรคประชาชนทุกคนกำลังมีส่วนร่วมในการเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยบทต่อไป และผลลัพธ์ของการเมืองในทศวรรษ 2570 จะขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคในการเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวัง ความไว้วางใจ และพลังทางการเมืองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ"
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น