ภราดร ยันข้อมูล ปชช. หลุดไม่โดนแฮ็ก ชี้รหัสผ่านรัฐรั่ว สั่งอุดรูรั่ว 30 วัน
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผยผลสอบปมข้อมูลทะเบียนรถและข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ยืนยันไม่ใช่การเจาะระบบ แต่เกิดจากการใช้บัญชีและรหัสผ่านที่หลุดมาล็อกอิน พร้อมสั่งยกระดับความปลอดภัยด่วนภายใน 30 วัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ผลสอบยันข้อมูลประชาชนหลุดไม่ได้เกิดจากการถูกแฮ็กระบบ
- ต้นตอมาจากการนำรหัสผ่านที่รั่วไหลอยู่ก่อนแล้วมาใช้ล็อกอินตามสิทธิ
- พบผู้ถูกสืบค้นข้อมูลส่วนบุคคลในระบบประมาณ 800 ราย
- รัฐบาลสั่งทุกหน่วยงานใช้ระบบยืนยันตัวตนหลายชั้นให้เห็นผลใน 30 วัน
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลทะเบียนรถและข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก โดยระบุว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมด่วนร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) หน่วยงานสืบสวนสอบสวน รวมถึงหน่วยงานเจ้าของฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีก
จากการรายงานผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการถูกเจาะระบบ (Hacking) หรือการดูดฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของหน่วยงานรัฐออกไปแต่อย่างใด แต่กลับมีสาเหตุมาจากการที่ผู้ไม่หวังดีนำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน (Username & Password) ที่เคยรั่วไหลอยู่ก่อนแล้วจากที่อื่น มาใช้เข้าสู่ระบบด้วยสิทธิการใช้งานที่ถูกต้องตามปกติ จากนั้นจึงใช้วิธีทยอยสืบค้นข้อมูลออกไปทีละรายกรณี ซึ่งจากการตรวจสอบในขณะนี้พบว่ามีข้อมูลของประชาชนที่ถูกสืบค้นไปแล้วประมาณ 800 ราย โดยระบบสามารถตรวจสอบย้อนหลังเพื่อหาความผิดปกติเหล่านี้ได้ทั้งหมด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายภราดรได้ยื่นคำขาดสั่งการให้ทุกหน่วยงานภาครัฐที่ถือครองข้อมูลสำคัญของประชาชน เร่งยกระดับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเร่งด่วน โดยบังคับให้ระบบจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดต้องเปลี่ยนมาใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายชั้น (Multi-Factor Authentication - MFA) ให้ครอบคลุมทั้งระบบเดิมที่มีอยู่และระบบที่จะพัฒนาขึ้นใหม่ พร้อมทั้งกำหนดเส้นตายให้ทุกอย่างต้องดำเนินการแล้วเสร็จเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 30 วัน
การที่ระบบถูกเข้าถึงผ่านสิทธิการใช้งานปกติแต่โดยผู้ไม่ได้รับอนุญาต สะท้อนให้เห็นปัญหาคลาสสิกด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เรียกว่า Credential Stuffing หรือการนำชุดข้อมูลล็อกอินที่หลุดรั่วจากบริการอื่นมาลองสุ่มเข้าสู่ระบบเป้าหมาย ซึ่งป้องกันได้ยากหากผู้ใช้งานหรือเจ้าหน้าที่ยังใช้รหัสผ่านชุดเดียวกันซ้ำๆ การที่ภาครัฐกำหนดให้ใช้ Multi-Factor Authentication จึงเป็นกุญแจสำคัญในการตัดวงจรก่อนที่ความเสียหายจะลุกลาม
นอกจากนี้ ทางรัฐบาลยังได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ จัดทำระบบติดตามการใช้งาน หรือ Audit Log อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งติดตามประสานงานไปยังหน่วยงานที่เคยได้รับแจ้งเตือนเรื่องบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านรั่วไหล ให้เร่งเข้าไปแก้ไขปรับปรุงความปลอดภัยโดยเร็วที่สุด ในขณะเดียวกัน ทางภาครัฐยังได้ฝากเตือนและขอความร่วมมือไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไป ให้หลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านซ้ำกันในหลายๆ บริการ และควรเปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนสองชั้นในบัญชีออนไลน์สำคัญๆ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการทำธุรกรรมหรือใช้งานดิจิทัลในชีวิตประจำวัน
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น