กมธ.ป.ป.ช. ลุยแก้ปัญหานอมินีภูเก็ต พบต่างด้าวถือหุ้น 1,752 ราย จี้ปิดช่องโหว่กฎหมาย
กมธ.ป.ป.ช. เปิดเผยผลสอบนอมินีถือครองที่ดินและธุรกิจในภูเก็ต พบต่างด้าวถือหุ้น 1,752 ราย พร้อมเร่งประสานทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูลและแก้กฎหมายฟอกเงิน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- กมธ.ป.ป.ช. ถกปัญหาต่างด้าวใช้นอมินีไทยถือครองที่ดินและธุรกิจในภูเก็ต
- พบบริษัทในภูเก็ตมีชาวต่างชาติถือหุ้นแล้ว 1,752 ราย ทั่วประเทศเสี่ยง 4,041 ราย
- ปปง. จ่อแก้กฎหมายดึงความผิดนอมินีเข้าข่ายความผิดมูลฐานฟอกเงิน
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดเผยผลการประชุมหลังการพิจารณาตรวจสอบการจดทะเบียนพาณิชย์และการถือครองเอกสารสิทธิที่ดินของชาวต่างชาติในจังหวัดภูเก็ต สืบเนื่องจากการลงพื้นที่จริงระหว่างวันที่ 26-27 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งพบพฤติกรรมการใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองธุรกิจและที่ดินอันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
ในการประชุมครั้งนี้ ทาง กมธ. ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนเข้าให้ข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งอธิบดีกรมที่ดิน ผู้แทนจาก ปปง. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง บก.ปอศ. พาณิชย์จังหวัดภูเก็ต องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน และ สส.ภูเก็ต เขต 2 โดยทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ชี้แจงว่าได้ออกคำสั่ง 4 ฉบับและประกาศ 2 ฉบับ เพื่อเป็นมาตรการคัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง พร้อมทั้งร่วมมือกับกรมที่ดินในการเชื่อมโยงเลขหมายนิติบุคคล 13 หลัก
สำหรับสถานการณ์เฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จากข้อมูลนิติบุคคลทั้งหมด 6,621 ราย พบว่าตกอยู่ในกลุ่มเสี่ยง 361 ราย โดยมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการระดับจังหวัดครบถ้วน มีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว 109 ราย ดำเนินคดีเสร็จสิ้น 34 ราย และส่งฟ้องต่อศาลแล้ว 2 ราย นอกจากนี้ มาตรการตรวจสอบที่เข้มข้นยังส่งผลให้ธุรกิจต่างด้าวลดลงกว่า 50% และมีการเลิกกิจการไปราว 20% ขณะที่ในภาพรวมทั่วประเทศ กรมที่ดินได้ตรวจสอบนิติบุคคล 203,000 ราย พบกลุ่มเสี่ยง 4,041 ราย และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดครบทั้ง 77 จังหวัดแล้ว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ประเด็นเรื่องนอมินีและการถือครองที่ดินโดยชาวต่างชาติผ่านตัวแทนคนไทยถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายกระบวนการบังคับใช้กฎหมายไทยมาอย่างยาวนาน เนื่องจากขบวนการเหล่านี้มักอาศัยช่องว่างทางกฎหมายและความซับซ้อนของโครงสร้างนิติบุคคลในการปกปิดอำนาจควบคุมที่แท้จริง การที่ภาครัฐเริ่มบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และ ปปง. เข้าด้วยกัน จึงเป็นก้าวสำคัญในการสกัดกั้นเส้นทางเงินและกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ไม่โปร่งใสได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้านผู้แทน ปปง. ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุม 23 หน่วยงานเพื่อบูรณาการข้อมูลร่วมกัน ซึ่งช่วยให้สามารถยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทั่วประเทศได้มากกว่า 10,000 ล้านบาท แต่อุปสรรคสำคัญคือความผิดเรื่องนอมินียังไม่ใช่ความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ทาง ปปง. จึงอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุม พร้อมผลักดันให้นักบัญชีและนักกฎหมายมีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรมด้วย
"กมธ.พิจารณาแล้วเห็นว่า ปัญหาการใช้นอมินีเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องประสานความร่วมมือและบูรณาการข้อมูลระหว่างกัน รวมทั้งควรพิจารณาปรับปรุงกฎหมายทั้งในระดับ พ.ร.บ.และกฎหมายลำดับรอง เพื่อปิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย"
นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หยิบยกกรณีการบุกรุกชายหาดในจังหวัดภูเก็ต เช่น หาดนุ้ย หาดบางเทา และหาดฟรีดอม มาตรวจสอบร่วมด้วย โดย กมธ. จะยังคงเดินหน้าทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานเพื่อกวาดล้างนอมินีอย่างเป็นระบบ และในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ กมธ. จะมีการประชุมต่อเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น