ข้ามไปเนื้อหาหลัก

โรคห้ามบริจาคร่างกาย ปี 2569 เช็กเงื่อนไขและคุณสมบัติก่อนอุทิศร่าง

เปิดรายชื่อโรคต้องห้ามและเงื่อนไขการอุทิศร่างกายปี 2569 พร้อมขั้นตอนสำคัญที่ผู้บริจาคและครอบครัวต้องรู้เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการแพทย์ไทย

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
07 Aug 20263 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 20 Sep 2026
แชร์
โรคห้ามบริจาคร่างกาย ปี 2569 เช็กเงื่อนไขและคุณสมบัติก่อนอุทิศร่าง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ผู้บริจาคร่างกายต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและสมัครด้วยตนเอง
  • โรคติดเชื้อเช่นเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบ และวัณโรคระยะติดต่อไม่สามารถรับบริจาคได้
  • สภาพร่างกายต้องสมบูรณ์ ไม่ผ่านการผ่าชันสูตรหรือฉีดฟอร์มาลิน
  • ต้องแจ้งครอบครัวให้รับทราบล่วงหน้าเนื่องจากทายาทมีอำนาจตามกฎหมาย

การแสดงความประสงค์อุทิศร่างกายไว้ล่วงหน้าไม่ได้หมายความว่าจะสามารถส่งมอบร่างให้กับโรงพยาบาลได้ทุกกรณี เนื่องจากทางภาควิชากายวิภาคศาสตร์จำเป็นต้องตรวจสอบประวัติการเจ็บป่วยและสภาพร่างกายของผู้เสียชีวิตอย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการปฏิบัติงานและการศึกษาของนักศึกษาแพทย์ โดยในปี 2569 นี้มีข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ผู้ประสงค์จะบริจาคร่างกายควรทำความเข้าใจให้รอบด้าน

สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่ต้องการอุทิศร่างกาย มีข้อกำหนดสำคัญดังนี้:

  • มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่แสดงความจำนง
  • ดำเนินการสมัครด้วยตนเองผ่านช่องทางที่กำหนด
  • แจ้งให้สมาชิกในครอบครัวหรือทายาทรับทราบเจตนารมณ์อย่างชัดเจน
  • เมื่อถึงแก่กรรม ทายาทต้องรีบประสานงานกับโรงพยาบาลเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทันที

แม้ผู้บริจาคจะทำเรื่องลงทะเบียนไว้อย่างสมบูรณ์ แต่ตามกฎหมายแล้วทายาทโดยธรรมยังมีอำนาจสูงสุดในการจัดการศพ การพูดคุยทำความเข้าใจกับคนในครอบครัวจึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เจตนารมณ์สุดท้ายได้รับการปฏิบัติอย่างราบรื่นเมื่อถึงเวลาจริง

การบริจาคร่างกาย (Aria Donation หรือ Body Donation) ถือเป็นรากฐานสำคัญในการศึกษาด้านกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) ของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก ร่างของผู้บริจาคหรือที่นักศึกษาแพทย์มักเรียกว่า "อาจารย์ใหญ่" จะช่วยให้การเรียนรู้โครงสร้างร่างกายมนุษย์ การฝึกทักษะการผ่าตัด และการวิจัยโรคมีความแม่นยำสูง ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาผ่านตำราหรือโปรแกรมจำลองสามมิติ การคัดกรองโรคติดเชื้อจึงเป็นมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ

อ้างอิงข้อมูลจากสภากาชาดไทย ผู้เสียชีวิตที่มีประวัติโรคติดเชื้อบางประเภทจะไม่เข้าเกณฑ์การรับบริจาค เนื่องจากอาจเกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน โดยโรคสำคัญประกอบด้วย:

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

  • โรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV/AIDS)
  • โรคไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี
  • วัณโรคระยะติดต่อ
  • โรคพิษสุนัขบ้า
  • โรคติดเชื้อรุนแรงที่แพร่กระจายได้ง่าย
  • โรคในกลุ่มโรคติดต่ออันตรายหรือโรคอุบัติใหม่
medical university laboratory study

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ในส่วนของโรคประจำตัวทั่วไป เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ในขณะนั้น โดยจะประเมินจากสภาพร่างจริงว่าสอดคล้องกับเกณฑ์การศึกษาหรือไม่

นอกจากโรคประจำตัวแล้ว สภาพร่างกายหลังเสียชีวิตก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยชี้ขาด หากร่างกายไม่พร้อมหรือไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ทางโรงพยาบาลอาจปฏิเสธการรับบริจาคในกรณีดังต่อไปนี้:

  • ผ่านกระบวนการผ่าชันสูตรพลิกศพมาแล้ว
  • ได้รับอุบัติเหตุรุนแรงจนร่างกายไม่สมบูรณ์
  • ร่างเริ่มเน่าเปื่อยหรือเสียสภาพก่อนเดินทางมาถึงโรงพยาบาล
  • ได้รับการฉีดยารักษาสภาพศพหรือฟอร์มาลินเรียบร้อยแล้ว
  • มีการบริจาคอวัยวะบางส่วนที่ส่งผลให้สภาพร่างกายไม่เหมาะกับการศึกษา

การอุทิศร่างกายคือการให้ทานครั้งสุดท้ายที่มีคุณค่ามหาศาลต่อวงการแพทย์ไทย แต่ก่อนตัดสินใจสมัครควรศึกษาเงื่อนไขข้อจำกัดด้านสุขภาพและสภาพร่างให้ชัดเจน พร้อมทั้งสื่อสารให้ครอบครัวเข้าใจตรงกัน เพื่อให้การเสียสละนี้บรรลุผลสำเร็จตามเจตนารมณ์อย่างแท้จริง ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ อาคารแพทย์พัฒน์ ชั้น 11 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-256-4281 ต่อ 1405 หรือ 02-256-4751

ที่มา: Thairath Lifestyle

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้