โรคห้ามบริจาคร่างกาย ปี 2569 เช็กเงื่อนไขและคุณสมบัติก่อนอุทิศร่าง
เปิดรายชื่อโรคต้องห้ามและเงื่อนไขการอุทิศร่างกายปี 2569 พร้อมขั้นตอนสำคัญที่ผู้บริจาคและครอบครัวต้องรู้เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการแพทย์ไทย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ผู้บริจาคร่างกายต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและสมัครด้วยตนเอง
- โรคติดเชื้อเช่นเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบ และวัณโรคระยะติดต่อไม่สามารถรับบริจาคได้
- สภาพร่างกายต้องสมบูรณ์ ไม่ผ่านการผ่าชันสูตรหรือฉีดฟอร์มาลิน
- ต้องแจ้งครอบครัวให้รับทราบล่วงหน้าเนื่องจากทายาทมีอำนาจตามกฎหมาย
การแสดงความประสงค์อุทิศร่างกายไว้ล่วงหน้าไม่ได้หมายความว่าจะสามารถส่งมอบร่างให้กับโรงพยาบาลได้ทุกกรณี เนื่องจากทางภาควิชากายวิภาคศาสตร์จำเป็นต้องตรวจสอบประวัติการเจ็บป่วยและสภาพร่างกายของผู้เสียชีวิตอย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการปฏิบัติงานและการศึกษาของนักศึกษาแพทย์ โดยในปี 2569 นี้มีข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ผู้ประสงค์จะบริจาคร่างกายควรทำความเข้าใจให้รอบด้าน
สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่ต้องการอุทิศร่างกาย มีข้อกำหนดสำคัญดังนี้:
- มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่แสดงความจำนง
- ดำเนินการสมัครด้วยตนเองผ่านช่องทางที่กำหนด
- แจ้งให้สมาชิกในครอบครัวหรือทายาทรับทราบเจตนารมณ์อย่างชัดเจน
- เมื่อถึงแก่กรรม ทายาทต้องรีบประสานงานกับโรงพยาบาลเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทันที
แม้ผู้บริจาคจะทำเรื่องลงทะเบียนไว้อย่างสมบูรณ์ แต่ตามกฎหมายแล้วทายาทโดยธรรมยังมีอำนาจสูงสุดในการจัดการศพ การพูดคุยทำความเข้าใจกับคนในครอบครัวจึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เจตนารมณ์สุดท้ายได้รับการปฏิบัติอย่างราบรื่นเมื่อถึงเวลาจริง
การบริจาคร่างกาย (Aria Donation หรือ Body Donation) ถือเป็นรากฐานสำคัญในการศึกษาด้านกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) ของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก ร่างของผู้บริจาคหรือที่นักศึกษาแพทย์มักเรียกว่า "อาจารย์ใหญ่" จะช่วยให้การเรียนรู้โครงสร้างร่างกายมนุษย์ การฝึกทักษะการผ่าตัด และการวิจัยโรคมีความแม่นยำสูง ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาผ่านตำราหรือโปรแกรมจำลองสามมิติ การคัดกรองโรคติดเชื้อจึงเป็นมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ
อ้างอิงข้อมูลจากสภากาชาดไทย ผู้เสียชีวิตที่มีประวัติโรคติดเชื้อบางประเภทจะไม่เข้าเกณฑ์การรับบริจาค เนื่องจากอาจเกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน โดยโรคสำคัญประกอบด้วย:
- โรคติดเชื้อเอชไอวี (HIV/AIDS)
- โรคไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี
- วัณโรคระยะติดต่อ
- โรคพิษสุนัขบ้า
- โรคติดเชื้อรุนแรงที่แพร่กระจายได้ง่าย
- โรคในกลุ่มโรคติดต่ออันตรายหรือโรคอุบัติใหม่

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในส่วนของโรคประจำตัวทั่วไป เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ในขณะนั้น โดยจะประเมินจากสภาพร่างจริงว่าสอดคล้องกับเกณฑ์การศึกษาหรือไม่
นอกจากโรคประจำตัวแล้ว สภาพร่างกายหลังเสียชีวิตก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยชี้ขาด หากร่างกายไม่พร้อมหรือไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ทางโรงพยาบาลอาจปฏิเสธการรับบริจาคในกรณีดังต่อไปนี้:
- ผ่านกระบวนการผ่าชันสูตรพลิกศพมาแล้ว
- ได้รับอุบัติเหตุรุนแรงจนร่างกายไม่สมบูรณ์
- ร่างเริ่มเน่าเปื่อยหรือเสียสภาพก่อนเดินทางมาถึงโรงพยาบาล
- ได้รับการฉีดยารักษาสภาพศพหรือฟอร์มาลินเรียบร้อยแล้ว
- มีการบริจาคอวัยวะบางส่วนที่ส่งผลให้สภาพร่างกายไม่เหมาะกับการศึกษา
การอุทิศร่างกายคือการให้ทานครั้งสุดท้ายที่มีคุณค่ามหาศาลต่อวงการแพทย์ไทย แต่ก่อนตัดสินใจสมัครควรศึกษาเงื่อนไขข้อจำกัดด้านสุขภาพและสภาพร่างให้ชัดเจน พร้อมทั้งสื่อสารให้ครอบครัวเข้าใจตรงกัน เพื่อให้การเสียสละนี้บรรลุผลสำเร็จตามเจตนารมณ์อย่างแท้จริง ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ อาคารแพทย์พัฒน์ ชั้น 11 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-256-4281 ต่อ 1405 หรือ 02-256-4751
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น