เกาะนีวิสสร้างกลยุทธ์ท่องเที่ยวเหนือระดับด้วยการบอกปัด
เกาะนีวิสในแคริบเบียนชูจุดขายความเอ็กซ์คลูซีฟผ่านการปฏิเสธเรือสำราญและตึกสูง พร้อมเตรียมตัดลดอุปสรรคการเดินทางด้วยสนามบินเจ็ตส่วนตัว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เกาะนีวิสสร้างจุดต่างทางการท่องเที่ยวด้วยการประกาศห้ามเรือสำราญ ตึกสูงเกินต้นมะพร้าว และรีสอร์ตขนาดใหญ่
- เตรียมเปิดสนามบินรองรับเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว 50 ลำในอีกราว 18 เดือนข้างหน้าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ
- เผชิญความท้าทายจากการยกเลิกโครงการซิติเซนชิปบายอินเวสเมนต์ตามคำสั่งสหภาพยุโรปภายในปี 2028
เกาะนีวิส (Nevis) ประเทศในภูมิภาคแคริบเบียนเลือกสร้างแนวทางการท่องเที่ยวที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงด้วยการปฏิเสธสิ่งอำนวยความสะดวกกระแสหลักหลายประการ โดยมาตรการห้ามเหล่านี้ประกอบไปด้วยการไม่อนุญาตให้มีเรือสำราญเข้าเทียบท่า การห้ามสร้างอาคารที่สูงเกินกว่าต้นมะพร้าว การปฏิเสธร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแบรนด์ดัง การไม่มีสัญญาณไฟจราจรบนเกาะ และการห้ามสร้างรีสอร์ตแบบออลอินคลูซีฟขนาดใหญ่
มาร์ค บแรนท์ลีย์ (Mark Brantley) นายกรัฐมนตรีหรือพรีเมียร์แห่งนีวิส เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ผ่านวิดีโอเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า มาตรการปฏิเสธเหล่านี้เกิดขึ้นจากทั้งข้อจำกัดทางกายภาพและกลยุทธ์ตั้งใจของรัฐบาล โดยเกาะแห่งนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล ทางรัฐบาลจึงเลือกนำจุดอ่อนดังกล่าวมาเปลี่ยนเป็นจุดแข็งด้วยการชูแบรนด์ความหรูหราแบบเรียบง่ายและชายหาดที่ยังคงความเงียบสงบ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
แม้จะชูจุดขายเรื่องความหายากและเข้าถึงยากเพื่อรักษาความพิเศษ แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลกลับทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาความสะดวกในการเดินทาง โดยมีการเริ่มก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ที่สามารถรองรับเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวได้ถึง 50 ลำ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในราว 18 เดือนข้างหน้า พร้อมทั้งตั้งเป้าดึงดูดเที่ยวบินตรงจากชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา
ขณะเดียวกัน เกาะนีวิสยังได้รับอานิสงส์จากเกาะเซนต์คิตส์ (St. Kitts) ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 2 ไมล์และเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเดียวกัน โดยเซนต์คิตส์ทำหน้าที่รับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่จากเรือสำราญ ขณะที่นีวิสได้รับส่วนแบ่งรายได้ผ่านนักท่องเที่ยวที่นั่งเรือแท็กซี่น้ำข้ามมาเยือน นอกจากนี้ยังมีแนวคิดร่วมมือกันทำการตลาดท่องเที่ยวระดับลักชัวรีแบบสามเกาะระหว่าง นีวิส เซนต์บาร์ทส์ (St. Barts) และแองกวิลลา (Anguilla)
"ความหรูหราที่ปราศจากการโอ้อวดและชายหาดที่ว่างเปล่า"
Mark Brantley
กลยุทธ์ของเกาะนีวิสสะท้อนถึงแนวคิดการจัดการการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่เรียกว่า Overtourism Management โดยพยายามควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวไม่ให้ล้นเกาะเพื่อรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการที่รัฐบาลกำลังสร้างสนามบินเจ็ตส่วนตัวเพื่อลดความยากลำบากในการเดินทาง ซึ่งอาจสวนทางกับความตั้งใจเดิมที่ใช้ "ความเข้าถึงยาก" เป็นเกราะป้องกันความแออัดมาตลอด 40 ปี นอกเหนือจากนี้ เกาะยังต้องรับมือกับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เมื่อกองทุนจากการซื้อสัญชาติหรือ Citizenship-by-Investment กำลังจะถูกยกเลิกตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปภายในปี 2028 ซึ่งที่ผ่านมาเงินส่วนนี้เคยเป็นแหล่งทุนหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น