เจาะลึกปรากฏการณ์ฟลินน์ย้อนกลับ ทำไมคนรุ่นใหม่ไอคิวลดลง?
สรุปงานวิจัยระดับมหาวิทยาลัยที่ชี้ว่าคะแนนไอคิวของคนอเมริกันกำลังลดลง พร้อมเปิดมุมมองทักษะด้านไหนที่สวนทางเติบโตขึ้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- คะแนนไอคิวของมนุษย์เคยไต่ระดับสูงขึ้นเฉลี่ย 3 คะแนนทุก ๆ 10 ปีนับตั้งแต่ช่วงปี 1930 เป็นต้นมา
- งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์นวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างเกือบ 400,000 คนพบว่าเกิดปรากฏการณ์ฟลินน์ย้อนกลับ
- ทักษะการมองภาพสามมิติของคนรุ่นใหม่กลับพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับตรรกะด้านอื่น ๆ
- แนวโน้มคะแนนที่ลดลงนี้เกิดขึ้นก่อนยุคสมาร์ตโฟนบูมและก่อนวิกฤตโควิด-19 เสียอีก
เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว การทดสอบวัดระดับสติปัญญาหรือไอคิวเทสต์ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศสโดยใช้ชื่อว่า Binet IQ Test ก่อนจะแพร่หลายไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้วัดผลเด็กนักเรียน แพทย์ และกลุ่มผู้อพยพในยุคนั้น โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 1930 เมื่อคะแนนไอคิวของมนุษย์เริ่มทยอยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่ทำคะแนนได้เหนือกว่าคนรุ่นพ่อแม่เสมอ โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 3 คะแนนในทุก ๆ 10 ปี
ความเปลี่ยนแปลงที่สะสมข้ามผ่านหลายรุ่นส่งผลให้เกิดความต่างอย่างก้าวกระโดด จนทำให้บรรพบุรุษรุ่นทวดที่เคยถูกยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะในยุคของตน เมื่อนำมาเทียบเกณฑ์มาตรฐานในปัจจุบันอาจกลายเป็นเพียงคนฉลาดในระดับปานกลางเท่านั้น แนวโน้มดังกล่าวถูกขนานนามว่า ปรากฏการณ์ฟลินน์ หรือ Flynn Effect ตามชื่อของ เจมส์ ฟลินน์ (James Flynn) นักการศึกษาผู้ค้นพบและเผยแพร่งานวิจัยนี้ในปี 1984
ในอดีต นักวิจัยเคยตั้งข้อสมติฐานไว้หลากหลายประการ เช่น ภาวะโภชนาการที่ดีขึ้น ครอบครัวมีขนาดเล็กลงทำให้ดูแลบุตรได้ทั่วถึง เด็กได้เข้าโรงเรียนตั้งแต่อายุน้อย สภาพแวดล้อมมีความซับซ้อนกระตุ้นสมอง หรือแม้แต่เรื่องพันธุกรรม ทุกคนต่างเชื่อมั่นว่ามนุษย์จะทวีความฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด กระทั่งวันหนึ่งสัญญาณเตือนภัยก็ปรากฏขึ้นเมื่อคะแนนทดสอบมาตรฐานในหลายประเทศแถบยุโรปเริ่มดิ่งลงอย่างน่าตกใจ
เพื่อตรวจสอบว่าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาด้วยหรือไม่ อลิซาเบธ ดวอรัก (Elizabeth Dworak) นักวิจัยด้านสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น จึงได้หยิบยกเรื่องนี้มาศึกษาเป็นงานวิจัยระดับปริญญาโท โดยร่วมมือกับทีมงานนำข้อมูลผลทดสอบสมองของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันจำนวน 398,844 คน ที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 90 ปี ซึ่งรวบรวมจากโครงการวิจัยออนไลน์ SAPA ระหว่างปี 2006 ถึง 2018 ผ่านชุดคำถามมาตรฐานสากล ICAR มาประเมินอย่างเจาะลึก
การศึกษาเจาะลึกทักษะสมองทั้ง 4 ด้านถือเป็นจุดเด่นสำคัญของงานชิ้นนี้ เพราะช่วยให้เรามองเห็นภาพที่ลึกซึ้งกว่าแค่ตัวเลขคะแนนรวม การที่มนุษย์เรามีความสามารถในแต่ละด้านเปลี่ยนแปลงไปไม่เท่ากัน สะท้อนให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการคิดและการทำงานของสมองมนุษย์ในมิติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ผลลัพธ์ตลอดช่วงเวลา 13 ปีสร้างความตกตะลึงให้แก่ทีมงาน เนื่องจากมันยืนยันการเกิดขึ้นของ ปรากฏการณ์ฟลินน์ย้อนกลับ หรือ Reverse Flynn Effect อย่างชัดเจน ทว่าเมื่อแยกย่อยลงไปในแต่ละทักษะ ทีมงานกลับพบความจริงที่น่าสนใจว่า ทักษะด้านภาษาลดลงเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่น่ากังวล
ในทางตรงกันข้าม ทักษะการมองภาพสามมิติกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างสวนทาง คะแนนการหมุนภาพวัตถุในจินตนาการของคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นในเกือบทุกกลุ่มอายุ ซึ่งนักวิจัยคาดการณ์ว่ากิจกรรมอย่างการเล่นวิดีโอเกมอาจมีส่วนช่วยฝึกฝนสมองส่วนนี้โดยไม่รู้ตัว สะท้อนให้เห็นว่าแม้ตรรกะบางอย่างจะชดเชยด้วยความเร็วที่ลดลง แต่สมองด้านการจินตนาการพื้นที่และรูปทรงกลับพัฒนาขึ้นอย่างโดดเด่น นอกจากนี้ ผลคะแนนจากข้อสอบวัดความรู้อย่าง ACT และ SAT ในสหรัฐอเมริกาก็มีทิศทางดิ่งลงต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมาเช่นกัน
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น