ภัยไฟป่าลามหนัก โรงแรมทั่วโลกเร่งปรับตัวสู้ค่าประกันพุ่งและควันพิษ
อุตสาหกรรมโรงแรมต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงจากไฟป่าที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้น ส่งผลให้บริษัทประกันภัยปรับขึ้นเบี้ยและเปลี่ยนมาประเมินความยืดหยุ่นของตัวอาคารแทนที่จะดูแค่ทำเล

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ภัยไฟป่าและควันพิษขยายวงกว้าง กระทบโรงแรมและรีสอร์ทนอกพื้นที่เสี่ยง
- บริษัทประกันภัยปรับขึ้นเบี้ยเฉลี่ย 17-26% และพุ่งสูงกว่า 50% ในจุดเสี่ยงสูง
- รีสอร์ทและที่พักใกล้ชิดธรรมชาติเผชิญความท้าทายด้านความปลอดภัยและรายได้
- โรงแรมหันมาใช้ระบบป้องกันอัตโนมัติและปรับปรุงวัสดุก่อสร้างเพื่อลดความเสี่ยง
สถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากขึ้นในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งเผชิญกับคลื่นความร้อนติดต่อกันถึง 3 ระลอกจนทำให้พื้นแห้งแล้ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรมและที่พัก รีสอร์ท ค่ายพักแรม ไร่องุ่น พื้นที่เล่นสกี และลอดจ์ในอุทยานแห่งชาติที่มักถูกออกแบบให้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและมีความเสี่ยงสูงต่อภัยไฟป่า นอกจากนี้ แม้จะเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ไกลจากจุดเกิดเหตุ แต่ควันไฟและสะเก็ดไฟก็สามารถเดินทางไปกับกระแสลมสร้างความเสียหายได้เช่นกัน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้โรงแรมต้องเผชิญกับอัตราการเข้าพักที่ลดลง ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นท่ามกลางการดำเนินธุรกิจที่สะดุด และบิลค่าประกันภัยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในภูมิภาคยุโรป ประชาชนและนักท่องเที่ยวกว่า 10,000 คนในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสต้องถูกอพยพภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว ขณะที่ผลกระทบจากไฟป่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่เสี่ยงแบบเดิมอีกต่อไป ดังจะเห็นได้จากควันจากไฟป่าในแคนาดาที่ลอยปกคลุมเมืองต่างๆ ทั่วแถบมิดเวสต์ เกรทเลกส์ และชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา รวมถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ในสเปน กรีซ และสหราชอาณาจักร

ความเสียหายจากภัยธรรมชาติเหล่านี้สร้างรอยแผลเป็นลึกให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเหตุการณ์ไฟป่าในเกาะมาุยเมื่อปี 2023 ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลดลงถึง 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ไฟป่าในลอสแอนเจลิสก็สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ส่งผลให้บริษัทประกันภัยเปลี่ยนวิธีการประเมินความเสี่ยง โดยเลิกพิจารณาจากทำเลที่ตั้งเพียงอย่างเดียว แต่หันมาพิจารณาจากความยืดหยุ่นและความพร้อมของตัวอาคารในการรับมือกับภัยพิบัติแทน ซึ่งผลักดันให้ผู้ประกอบการโรงแรมต้องเร่งปรับปรุงความปลอดภัยของทรัพย์สินเพื่อรับมือกับสถานการณ์
การที่บริษัทประกันภัยหันมาใช้วิธีการประเมินความเสี่ยงแบบเจาะลึกรายอาคาร (Asset Resilience) สะท้อนให้เห็นว่าภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง การที่โรงแรมและรีสอร์ทต้องลงทุนปรับเปลี่ยนวัสดุก่อสร้าง ติดตั้งระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ หรือบริหารจัดการพื้นที่รอบอาคาร (Defensible Space) ถือเป็นการปรับตัวเชิงรุกที่ช่วยลดความเสียหายระยะยาว แม้จะมีต้นทุนสูงในตอนแรกก็ตาม แต่นี่คือวิถีใหม่ของอุตสาหกรรมการบริการที่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงทางสภาพภูมิอากาศควบคู่ไปกับอัตราการเข้าพัก
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการโรงแรมจึงต้องผสมผสานมาตรการดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งรวมถึงการจัดการพื้นที่โล่งรอบอาคาร การกำจัดวัชพืช การใช้วัสดุก่อสร้างที่ทนทานต่อไฟ การวางแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน และการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับบริษัทประกันภัยและหน่วยงานกู้ภัย พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบสปริงเกอร์ป้องกันไฟป่าอัตโนมัติที่ทำงานด้วยเซ็นเซอร์ตรวจจับสะเก็ดไฟ มาช่วยจำกัดความเสี่ยงและควบคุมไม่ให้เบี้ยประกันภัยพุ่งสูงจนเกินรับไหว
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น