ข้ามไปเนื้อหาหลัก

สรุปดีลงาน Farnborough Airshow: ยอดสั่งซื้อเครื่องบินต่ำกว่าคาด และเบื้องหลังบริษัทเช่าซื้อคุมเกม

มหกรรมงานแสดงการบิน Farnborough International Airshow ปิดฉากลงด้วยยอดสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์แบบมีข้อผูกมัดราว 340 ลำ โดยมีบริษัทลิสซิ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนดีลรายใหญ่ท่ามกลางปัญหาคอขวดด้านห่วงโซ่อุปทาน

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
25 Jul 2026ที่มา: Skift3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 27 Jul 2026
แชร์
สรุปดีลงาน Farnborough Airshow: ยอดสั่งซื้อเครื่องบินต่ำกว่าคาด และเบื้องหลังบริษัทเช่าซื้อคุมเกม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ยอดสั่งซื้อเครื่องบินแบบมีข้อผูกมัดในงาน Farnborough ปิดที่ประมาณ 340 ลำ ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ 800 ลำ
  • Boeing ครองส่วนแบ่งคำสั่งซื้อนำหน้า Airbus อยู่เล็กน้อยในงานปีนี้
  • บริษัทผู้ให้เช่าเครื่องบิน (Lessors) เป็นผู้กวาดดีลขนาดใหญ่ที่สุดเพื่อรับความเสี่ยงด้านงบดุลแทนสายการบิน
  • ช่องว่างคิวส่งมอบเครื่องบินตึงตัวอย่างหนัก โดยคิวเครื่องบินทางแคบแทบไม่ว่างจนถึงปี 2033

งานมหกรรมแสดงการบินนานาชาติ Farnborough International Airshow ปิดฉากลงด้วยตัวเลขคำสั่งซื้อที่สูงกว่าการจัดงานในปี 2024 เล็กน้อย แต่กลับทำยอดได้ต่ำกว่าตัวเลข 800 ลำที่นักวิเคราะห์หลายคนในอุตสาหกรรมเคยประเมินไว้ก่อนเริ่มงานอย่างมาก โดยยอดคำสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์แบบมีข้อผูกมัด (Firm Orders) อยู่ที่ราว 340 ลำ ควบคู่ไปกับข้อตกลงเบื้องต้น สิทธิ์ในการซื้อ และอ็อปชันอีกมากกว่า 50 รายการ ซึ่งในภาพรวมนั้นทาง Boeing สามารถครองส่วนแบ่งคำสั่งซื้อนำหน้า Airbus ไปได้แบบเฉียดฉิว

บรรยากาศโดยรวมตลอดการจัดงานเต็มไปด้วยความระมัดระวังในการใช้เงินทุน ท่ามกลางอุปสรรคจากปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานและข้อจำกัดด้านสายการผลิตที่ยังคงกดดันอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดีลส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในรูปของอ็อปชัน สิทธิ์ในการซื้อ และข้อตกลงแบบมีเงื่อนไข มากกว่าการทำสัญญาซื้อขายเด็ดขาดทันที

340ยอดสั่งซื้อเครื่องบินแบบมีข้อผูกมัด
2033ปีที่คิวส่งมอบเครื่องบินทางแคบเริ่มว่าง

ความระมัดระวังดังกล่าวสะท้อนให้เห็นผ่านพฤติกรรมของสายการบินส่วนใหญ่ที่ยังไม่กล้าทุ่มเงินสดก้อนโต ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันและความเสี่ยงด้านอุปสงค์ ส่งผลให้กลุ่มบริษัทผู้ให้เช่าเครื่องบิน (Lessors) กลายเป็นผู้เล่นที่กวาดดีลคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ที่สุดในงาน เพื่อเปิดทางให้สายการบินสามารถเข้าถึงเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ประหยัดน้ำมันได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระความเสี่ยงบนงบดุลของตนเอง

airbus boeing airplane lineup tarmac

การที่บริษัทลิสซิ่ง (Lessors) เข้ามามีบทบาทหลักในการสั่งซื้อเครื่องบินแทนที่สายการบินโดยตรง สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารความเสี่ยงทางการเงินในยุคที่ต้นทุนดอกเบี้ยและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสูง การที่สายการบินเลือกเช่าแทนการซื้อช่วยให้พวกเขามีความยืดหยุ่นในการปรับขนาดฝูงบินตามสถานการณ์ตลาดได้ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างคำถามสำคัญว่าโมเดลธุรกิจนี้จะมีความยั่งยืนเพียงใดในระยะยาวหากสายการบินยังคงหลีกเลี่ยงการเป็นเจ้าของสินทรัพย์โดยตรง

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากปัญหาการขาดแคลนช่องว่างในการส่งมอบเครื่องบิน (Delivery Slots) โดยคิวการส่งมอบเครื่องบินทางแคบยอดนิยมถูกจองเต็มยาวไปจนถึงราวปี 2033 ขณะที่เครื่องบินลำตัวกว้างก็ตึงตัวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงกลางทศวรรษ 2035 ซึ่งบีบให้สายการบินต้องเร่งตัดสินใจ วางแผนเช่า หรือจำใจใช้งานเครื่องบินรุ่นเก่าต่อไปนานขึ้น

สำหรับดีลเด่นที่เกิดขึ้นในงาน ได้แก่ คำสั่งซื้อเครื่องบินทางแคบแบบแยกย่อย 200 ลำจาก SMBC Aviation Capital, การสั่งซื้อเครื่องบินรุ่น 787-9 เพิ่มเติมจำนวน 15 ลำของ AerCap รวมถึงการขยายฝูงบินเชิงรุกจากสายการบินในตะวันออกกลางอย่าง Riyadh Air และ flynas นอกจากนี้ งานในปีนี้ยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมการบินไฟฟ้าและการเดินทางทางอากาศขั้นสูง (Advanced Air Mobility) ผ่านข้อผูกมัดระหว่าง Joby กับ Virgin Atlantic รวมถึง Loganair กับ BETA Technologies อีกด้วย

ที่มา: Skift

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้