ปิยบุตร ชี้ 10 ปีประชามติรธน. 60 ทางออกรัฐธรรมนูญใหม่ติดกับคำวินิจฉัยศาล เสนอ 4 โจทย์รณรงค์ใหม่
ปิยบุตร แสงกนกกุล วิเคราะห์ครบ 10 ปีประชามติรัฐธรรมนูญ 2560 ชี้เหตุผลที่รัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่เกิดเพราะติดกับคำวินิจฉัยศาล พร้อมเสนอ 4 โจทย์รณรงค์ดึงพลังประชาชน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ปิยบุตรชี้ 10 ปีประชามติรัฐธรรมนูญ 60 ทางออกสะดุดเพราะติดกับดักคำวินิจฉัยศาล
- ย้ำผลประชามติ 8 ก.พ. 69 ประชาชน 21,621,638 เสียงโหวตท่วมท้นต้องการรัฐธรรมนูญใหม่
- เสนอแนวคิดปฐมอำนาจสูงสุดของประชาชนมีศักดิ์สถานะเหนือคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
- วาง 4 โจทย์รณรงค์สร้างแนวร่วมกว้างขวางผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยในวาระครบรอบ 10 ปี การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งในเวลานั้นประชาชนต้องเผชิญกับกติกาที่ไม่เป็นธรรม ฝ่ายที่เห็นต่างไม่สามารถรณรงค์ได้อย่างสะดวกและมีผู้ถูกจับกุมดำเนินคดีจำนวนมาก จนกระทั่งผลการลงประชามติในครั้งนั้นฝ่ายเห็นชอบชนะไปด้วยคะแนนเสียง 16,820,402 เสียง กลายมาเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
เวลาล่วงเลยมาเกือบ 1 ทศวรรษ จนกระทั่งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยได้จัดการออกเสียงประชามติอีกครั้งในคำถามว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ผลปรากฏว่าประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดินได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนด้วยคะแนนเสียงถล่มทลายถึง 21,621,638 เสียงในการโหวตเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้ามาแทนที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ทว่าแม้เวลาจะผ่านพ้นไป 6 เดือนหลังการลงประชามติครั้งล่าสุด และครบรอบ 10 ปีของหมุดหมายปี 2559 คำถามสำคัญคือเหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่สามารถมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เสียที
นายปิยบุตรระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้กระบวนการสะดุดลงเป็นเพราะสังคมไปติดกับดักของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่วางเงื่อนไขไว้ว่าการจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ต้องผ่านการทำประชามติและต้องยกร่างโดยรัฐสภา ส่งผลให้สมาชิกรัฐสภา พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ต้องมานั่งถกเถียงและคำนวณหาวิธีการออกแบบองค์กรยกร่างให้สอดคล้องกับกรอบที่ศาลรัฐธรรมนูญขีดเส้นเอาไว้ อย่างไรก็ตาม เลขาธิการคณะก้าวหน้ามองว่าการเดินตามแนวทางดังกล่าวอาจเป็นการตีโจทย์ที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้น
"ฐานความชอบธรรมจากประชามติ 8 ก.พ.69 ทรงพลังมาก ไม่มีความจำเป็นใดที่เราต้องกังวลกับกรงขังที่ศาลรัฐธรรมนูญล้อมคอกเราไว้"
ปิยบุตร แสงกนกกุล
ในทางทฤษฎีและกฎหมายรัฐธรรมนูญ การที่ประชาชนนับล้านออกมาแสดงออกพร้อมเพรียงกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นการใช้ปฐมอำนาจสูงสุดหรือ Pouvoir constituant originaire ซึ่งเป็นอำนาจดั้งเดิมที่ติดตัวประชาชนมาตั้งแต่เกิด ทรงพลานุภาพเหนือกว่าอำนาจในการตรากฎหมายของรัฐสภา และเหนือกว่าคำวินิจฉัยใดๆ ของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กรที่ถือกำเนิดและเติบโตขึ้นมาจากตัวรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ประชาชนกำลังต้องการยกเลิก ดังนั้น จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นกรอบจำกัดการใช้อำนาจสูงสุดของประชาชน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
บริบททางกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบระหว่างอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ (Pouvoir constituant) และอำนาจที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ (Pouvoir constitué) ถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจวิกฤตการเมืองไทย อำนาจหลังเป็นอำนาจที่ถูกจำกัดขอบเขตด้วยกฎกติกาที่เขียนไว้ ขณะที่อำนาจแรกคือเจตจำนงเสรีของประชาชนเจ้าของประเทศที่มีความชอบธรรมสูงสุดในการรื้อสร้างกติกาใหม่ทั้งหมดเมื่อระบบเดิมไม่ตอบโจทย์
เพื่อขับเคลื่อนวาระนี้ต่อไป นายปิยบุตรจึงได้เสนอ 4 โจทย์สำคัญสำหรับการรณรงค์ทางความคิดเพื่อให้ประชาชนร่วมมือกันชูธงรัฐธรรมนูญใหม่ ประกอบด้วย ประเด็นรัฐธรรมนูญใหม่เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและเป็นสากลเอื้อต่อการสร้างแนวร่วมทุกกลุ่ม การรณรงค์ครอบคลุมปัญหาตั้งแต่ชีวิตประจำวันไปจนถึงโครงสร้างประเทศ เช่น ที่มาวุฒิสภา ระบบเลือกตั้ง องค์กรอิสระ และสวัสดิการ ซึ่งล้วนมีห่วงโซ่เชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญ ผลจากประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มอบความชอบธรรมที่ถูกที่ถูกเวลา และการรณรงค์นี้ยังคงอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยตามระบบเพดานกฎหมายแต่สามารถผลักดันข้อเรียกร้องไปได้สูงสุด
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น