รู้เท่าทันบาดแผลทางใจ เทียบ 2 วิธีรับมือหลังเหตุรุนแรงที่ส่งผลต่างกันสิ้นเชิง
เจาะลึกจิตวิทยาการเยียวยาหลังผ่านเหตุการณ์วิกฤต เปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างการพยายามกดทับความทรงจำกับการรับฟังอย่างเข้าใจ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- การบังคับให้ลืมเหตุการณ์ร้ายแรงนำไปสู่ภาวะกดทับอารมณ์และเสี่ยงเกิดโรค PTSD
- การรับฟังอย่างเข้าใจคือหัวใจสำคัญของกระบวนการปฐมพยาบาลทางจิตใจตามหลักองค์การอนามัยโลก
- หากมีอาการซึมเศร้าหรือนอนไม่หลับต่อเนื่องเกิน 1 เดือนควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
- สามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาจากกรมสุขภาพจิตได้ที่สายด่วน 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง
เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต ความสูญเสีย หรือเหตุการณ์รุนแรงที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง ปฏิกิริยาของมนุษย์ในการเยียวยาตนเองและคนรอบข้างมักปรากฏในหลากหลายรูปแบบ ทว่าแนวทางที่พบได้บ่อยที่สุดสองวิธีซึ่งมักถูกเลือกใช้โดยขาดความระมัดระวัง คือ การพยายามบังคับให้ลืม และการรับฟังอย่างเข้าใจ
แม้จุดเริ่มต้นของทั้งสองแนวทางนี้จะมาจากเจตนาดีที่อยากเห็นผู้เจ็บปวดพ้นจากความทุกข์โดยเร็ว แต่ในมุมมองทางจิตวิทยา วิธีการทั้งคู่กลับสร้างผลลัพธ์ต่อกระบวนการฟื้นฟูสภาพจิตใจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการกดทับอารมณ์และการรับฟังอย่างเข้าใจมีความสำคัญอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากความรุนแรงและวิกฤตการณ์ต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การตอบสนองด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องไม่เพียงช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในระยะสั้น แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรังที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวตามคำแนะนำขององค์กรสาธารณสุขระดับสากล
คำพูดคุ้นหูอย่างเช่น การบอกให้ปล่อยมันไปหรือพยายามลืมเรื่องร้ายๆ เสีย เป็นคำแนะนำที่มักได้ยินเสมอเมื่อมีใครต้องเผชิญเรื่องสะเทือนใจ ถึงกระนั้น นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชี้ว่า การพยายามบังคับตนเองหรือผู้อื่นให้ลืมเลือนมักส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Emotional Suppression หรือการกดทับอารมณ์
กรมสุขภาพจิต ระบุว่า การเก็บความรู้สึกสะเทือนใจไว้ไม่ได้ทำให้ความทรงจำนั้นเลือนหายไปจริง แต่เป็นการผลักดันทั้งความทรงจำและอารมณ์เชิงลบให้ดิ่งลงสู่ระดับจิตใต้สำนึก ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาวดังนี้:
- เกิดภาวะ Rebound Effect เมื่อยิ่งพยายามลืม จิตใต้สำนึกยิ่งจดจ่อทำให้นึกถึงเหตุการณ์นั้นบ่อยครั้งขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
- อาการทางกายไม่ทราบสาเหตุ ความเครียดที่ถูกกดทับอาจแสดงออกผ่านอาการนอนไม่หลับ ฝันร้าย ปวดศีรษะเรื้อรัง หรือแน่นหน้าอก
- เสี่ยงต่อการเกิด PTSD หากไม่ประมวลผลความรู้สึกอย่างถูกวิธีอาจพัฒนาไปสู่ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจหรือ Post-Traumatic Stress Disorder

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในทางตรงกันข้าม แนวทางที่สองอย่าง การรับฟังอย่างเข้าใจ หรือ Empathetic Listening ถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการปฐมพยาบาลทางจิตใจ หรือ Psychological First Aid ตามหลักการขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO
วิธีการนี้ไม่ได้แปลว่าต้องรีบให้คำแนะนำหรือพยายามแก้ปัญหาทันที แต่เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้ปลดปล่อยความรู้สึกและอารมณ์ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งมีกลไกการทำงานต่อจิตใจดังนี้:
- การยอมรับความรู้สึกหรือ Validation ช่วยให้ผู้เผชิญเหตุรู้สึกว่าความตกใจ ความเศร้า หรือความโกรธเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้
- การเรียบเรียงความทรงจำหรือ Cognitive Processing การได้เล่าระบายช่วยให้สมองจัดระเบียบเหตุการณ์และอารมณ์ ลดความรุนแรงของบาดแผลทางใจลงทีละขั้นตอน
- ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว การมีผู้รับฟังที่พร้อมเข้าใจโดยไม่ตัดสินช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยและการสนับสนุนทางสังคม
"เข้าใจว่ามันยากมาก"
ตัวอย่างคำพูดสะท้อนความรู้สึกโดยไม่ขัดจังหวะ
สำหรับผู้ที่กำลังพบเจอเหตุการณ์รุนแรงหรือมีคนใกล้ชิดประสบภาวะสะเทือนใจ สามารถนำแนวปฏิบัติตามหลักจิตวิทยาไปปรับใช้ได้ดังนี้:
- หลีกเลี่ยงการตัดสินหรือเร่งรัด โดยไม่รีบสรุปว่าเรื่องแค่นี้เองหรือเร่งให้ผู้ประสบเหตุต้องเข้มแข็งทันที
- ใช้การรับฟังแบบไม่ขัดจังหวะ พร้อมสะท้อนความรู้สึกด้วยคำพูดสั้นๆ
- เคารพความเงียบ หากผู้ประสบเหตุยังไม่พร้อมพูด ไม่ควรบังคับแต่วางตัวให้อยู่เคียงข้าง
- ขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หากพบอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ หรือตกใจง่ายต่อเนื่องเกิน 1 เดือน
ช่องทางสำหรับขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง โดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น