ข้ามไปเนื้อหาหลัก

รู้เท่าทันบาดแผลทางใจ เทียบ 2 วิธีรับมือหลังเหตุรุนแรงที่ส่งผลต่างกันสิ้นเชิง

เจาะลึกจิตวิทยาการเยียวยาหลังผ่านเหตุการณ์วิกฤต เปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างการพยายามกดทับความทรงจำกับการรับฟังอย่างเข้าใจ

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
09 Aug 2026ที่มา: Thairath Lifestyle4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 20 Sep 2026
แชร์
รู้เท่าทันบาดแผลทางใจ เทียบ 2 วิธีรับมือหลังเหตุรุนแรงที่ส่งผลต่างกันสิ้นเชิง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • การบังคับให้ลืมเหตุการณ์ร้ายแรงนำไปสู่ภาวะกดทับอารมณ์และเสี่ยงเกิดโรค PTSD
  • การรับฟังอย่างเข้าใจคือหัวใจสำคัญของกระบวนการปฐมพยาบาลทางจิตใจตามหลักองค์การอนามัยโลก
  • หากมีอาการซึมเศร้าหรือนอนไม่หลับต่อเนื่องเกิน 1 เดือนควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
  • สามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาจากกรมสุขภาพจิตได้ที่สายด่วน 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต ความสูญเสีย หรือเหตุการณ์รุนแรงที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง ปฏิกิริยาของมนุษย์ในการเยียวยาตนเองและคนรอบข้างมักปรากฏในหลากหลายรูปแบบ ทว่าแนวทางที่พบได้บ่อยที่สุดสองวิธีซึ่งมักถูกเลือกใช้โดยขาดความระมัดระวัง คือ การพยายามบังคับให้ลืม และการรับฟังอย่างเข้าใจ

แม้จุดเริ่มต้นของทั้งสองแนวทางนี้จะมาจากเจตนาดีที่อยากเห็นผู้เจ็บปวดพ้นจากความทุกข์โดยเร็ว แต่ในมุมมองทางจิตวิทยา วิธีการทั้งคู่กลับสร้างผลลัพธ์ต่อกระบวนการฟื้นฟูสภาพจิตใจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการกดทับอารมณ์และการรับฟังอย่างเข้าใจมีความสำคัญอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากความรุนแรงและวิกฤตการณ์ต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การตอบสนองด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องไม่เพียงช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในระยะสั้น แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรังที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวตามคำแนะนำขององค์กรสาธารณสุขระดับสากล

คำพูดคุ้นหูอย่างเช่น การบอกให้ปล่อยมันไปหรือพยายามลืมเรื่องร้ายๆ เสีย เป็นคำแนะนำที่มักได้ยินเสมอเมื่อมีใครต้องเผชิญเรื่องสะเทือนใจ ถึงกระนั้น นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชี้ว่า การพยายามบังคับตนเองหรือผู้อื่นให้ลืมเลือนมักส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Emotional Suppression หรือการกดทับอารมณ์

กรมสุขภาพจิต ระบุว่า การเก็บความรู้สึกสะเทือนใจไว้ไม่ได้ทำให้ความทรงจำนั้นเลือนหายไปจริง แต่เป็นการผลักดันทั้งความทรงจำและอารมณ์เชิงลบให้ดิ่งลงสู่ระดับจิตใต้สำนึก ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาวดังนี้:

  • เกิดภาวะ Rebound Effect เมื่อยิ่งพยายามลืม จิตใต้สำนึกยิ่งจดจ่อทำให้นึกถึงเหตุการณ์นั้นบ่อยครั้งขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • อาการทางกายไม่ทราบสาเหตุ ความเครียดที่ถูกกดทับอาจแสดงออกผ่านอาการนอนไม่หลับ ฝันร้าย ปวดศีรษะเรื้อรัง หรือแน่นหน้าอก
  • เสี่ยงต่อการเกิด PTSD หากไม่ประมวลผลความรู้สึกอย่างถูกวิธีอาจพัฒนาไปสู่ภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจหรือ Post-Traumatic Stress Disorder
Thailand psychological therapy session room

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ในทางตรงกันข้าม แนวทางที่สองอย่าง การรับฟังอย่างเข้าใจ หรือ Empathetic Listening ถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการปฐมพยาบาลทางจิตใจ หรือ Psychological First Aid ตามหลักการขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

วิธีการนี้ไม่ได้แปลว่าต้องรีบให้คำแนะนำหรือพยายามแก้ปัญหาทันที แต่เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้ปลดปล่อยความรู้สึกและอารมณ์ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งมีกลไกการทำงานต่อจิตใจดังนี้:

  • การยอมรับความรู้สึกหรือ Validation ช่วยให้ผู้เผชิญเหตุรู้สึกว่าความตกใจ ความเศร้า หรือความโกรธเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้
  • การเรียบเรียงความทรงจำหรือ Cognitive Processing การได้เล่าระบายช่วยให้สมองจัดระเบียบเหตุการณ์และอารมณ์ ลดความรุนแรงของบาดแผลทางใจลงทีละขั้นตอน
  • ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว การมีผู้รับฟังที่พร้อมเข้าใจโดยไม่ตัดสินช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยและการสนับสนุนทางสังคม

"เข้าใจว่ามันยากมาก"

ตัวอย่างคำพูดสะท้อนความรู้สึกโดยไม่ขัดจังหวะ

สำหรับผู้ที่กำลังพบเจอเหตุการณ์รุนแรงหรือมีคนใกล้ชิดประสบภาวะสะเทือนใจ สามารถนำแนวปฏิบัติตามหลักจิตวิทยาไปปรับใช้ได้ดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงการตัดสินหรือเร่งรัด โดยไม่รีบสรุปว่าเรื่องแค่นี้เองหรือเร่งให้ผู้ประสบเหตุต้องเข้มแข็งทันที
  • ใช้การรับฟังแบบไม่ขัดจังหวะ พร้อมสะท้อนความรู้สึกด้วยคำพูดสั้นๆ
  • เคารพความเงียบ หากผู้ประสบเหตุยังไม่พร้อมพูด ไม่ควรบังคับแต่วางตัวให้อยู่เคียงข้าง
  • ขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หากพบอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ หรือตกใจง่ายต่อเนื่องเกิน 1 เดือน

ช่องทางสำหรับขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง โดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

ที่มา: Thairath Lifestyle

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้