เช็กเงื่อนไขบริจาคเลือด โรคไหนห้ามถาวร โรคไหนควบคุมได้ พร้อมเกณฑ์คัดกรอง
ไขข้อข้องใจเรื่องการบริจาคโลหิต โรคประจำตัวแบบไหนห้ามขาดเด็ดขาด และโรคใดที่ยังพอมีสิทธิ์บริจาคได้หากคุมอาการอยู่

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- โรคมะเร็งและโรคตับอักเสบบีหรือซีบางกรณีถูกจัดเป็นเกณฑ์งดบริจาคโลหิตแบบถาวร
- ผู้ป่วยเบาหวาน ความดัน หรือไทรอยด์อาจบริจาคได้หากควบคุมอาการตามเกณฑ์ที่กำหนด
- โรคติดเชื้อเฉียบพลันอย่างไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก หรือวัณโรค มีระยะเวลางดบริจาคต่างกัน
- ผู้บริจาคต้องมีน้ำหนักเกิน 45 กิโลกรัม และอายุระหว่าง 17-70 ปีตามเงื่อนไข
การเดินทางไปทำบุญด้วยการแบ่งปันโลหิตเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่หลายคนมักติดคำถามคาใจว่าสุขภาพหรือโรคประจำตัวที่เป็นอยู่จะทำให้หมดสิทธิ์ช่วยเหลือผู้อื่นหรือไม่ ทางศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้วางข้อกำหนดด้านประวัติการเจ็บป่วยไว้อย่างชัดเจน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดทั้งต่อตัวผู้ให้และผู้รับโลหิต โดยเฉพาะกลุ่มโรคสำคัญที่ไม่สามารถบริจาคได้เลยตลอดชีวิตแม้จะรักษาหายขาดแล้วก็ตาม
สำหรับโรคที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มห้ามบริจาคโลหิตถาวร ได้แก่ โรคมะเร็งทุกชนิด โรคหัวใจ โรคตับ โรคปอด โรคเลือด โรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อย่างเอชไอวี รวมถึงภาวะเลือดออกง่ายและหยุดยาก นอกจากนี้ผู้มีประวัติโรคตับอักเสบจะถูกพิจารณาเป็นรายกรณี หากเกี่ยวข้องกับไวรัสตับอักเสบบีหรือซีจะต้องงดบริจาคถาวร เว้นแต่มีใบรับรองแพทย์ระบุชัดเจนว่าเกิดจากสาเหตุอื่น
ในทางกลับกัน โรคประจำตัวหลายชนิดไม่ได้ปิดกั้นโอกาสทั้งหมด หากผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการได้ดีและไม่มีภาวะแทรกซ้อน ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมน้ำตาลด้วยยารับประทานและไม่ต้องฉีดอินซูลิน ผู้ที่มีความดันโลหิตซึ่งวัดค่าตัวบนไม่เกิน 160 มม.ปรอท และตัวล่างไม่เกิน 100 มม.ปรอท รวมถึงผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงแต่ไม่มีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือสมองแทรกซ้อน ก็ยังสามารถร่วมบริจาคได้ตามปกติ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มโรคที่ต้องใช้ระยะเวลาพักฟื้นหรือเงื่อนไขเฉพาะ เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษที่ระดับฮอร์โมนปกติและหยุดยามานานอย่างน้อย 2 ปี โรคหอบหืดที่คุมอาการได้ด้วยยาพ่นหรือยารับประทานที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ โรคเรื้อรังที่หยุดยาครบถ้วนตามแผนการรักษามาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี หรือผู้ป่วยโรคลมชักที่หยุดยากันชักและไม่มีอาการมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี พร้อมมีใบรับรองแพทย์ยืนยัน
การกำหนดเกณฑ์คัดกรองโลหิตอย่างเข้มงวดไม่ใช่การกีดกันผู้ป่วย แต่เป็นกระบวนการมาตรฐานทางการแพทย์ที่เรียกว่า Hemovigilance เพื่อป้องกันการส่งต่อเชื้อโรคหรือภูมิคุ้มกันที่ไม่พึงประสงค์ไปยังผู้ป่วยวิกฤตที่มีภูมิต้านทานต่ำ การแจ้งข้อมูลประวัติสุขภาพตามความเป็นจริงจึงเป็นความรับผิดชอบสำคัญของผู้บริจาคทุกคน
ผู้ที่เพิ่งหายจากอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันจำเป็นต้องเว้นระยะเวลาเพื่อให้ร่างกายสร้างความสมบูรณ์ขึ้นใหม่ โดยมีกำหนดเวลาแยกตามโรคชัดเจน ดังนี้:
- ไข้หวัดใหญ่: งดอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังหายดี
- ไข้เลือดออก: งดบริจาค 1 เดือนหลังหายจากอาการ
- ชิคุนกุนยาและไข้ซิกา: งดอย่างน้อย 6 เดือน โดยชิคุนกุนยาต้องไม่มีอาการปวดข้อเหลืออยู่
- วัณโรค: ต้องรักษาหาย รับประทานยาครบ และหยุดยามาแล้วอย่างน้อย 2 ปี
"ความปลอดภัยของทั้งผู้บริจาคและผู้ป่วยที่ได้รับเลือดสำคัญที่สุด หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับโรคประจำตัวหรือยาที่ใช้อยู่ ควรสอบถามหน่วยรับบริจาคก่อนเดินทาง"
ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
นอกเหนือจากเรื่องโรคประจำตัวแล้ว คุณสมบัติพื้นฐานของผู้บริจาคโลหิตยังกำหนดไว้ว่าต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง น้ำหนักตัวมากกว่า 45 กิโลกรัม อยู่ในช่วงอายุ 17-70 ปี (โดยผู้ที่มีอายุ 17 ปีต้องมีใบยินยอมจากผู้ปกครอง และผู้บริจาคครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 60 ปี) พร้อมทั้งต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง และงดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนมาบริจาค
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น