ข้ามไปเนื้อหาหลัก

ครม.ไฟเขียวปฏิรูประบบราชการ ตรึงอัตราขรก. ทยอยเลิก 11 ประเภทงานหลังเกษียณ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางปฏิรูปกำลังคนภาครัฐเพื่อแก้ปัญ้างบประมาณบุคลากรพุ่งสูง สั่งตรึงอัตราตั้งใหม่ ชะลอบรรจุ และทยอยยุบเลิก 11 สายงานสนับสนุนเมื่อเกษียณอายุ

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
11 Aug 2026ที่มา: Khaosod Politics4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 29 Aug 2026
แชร์
ครม.ไฟเขียวปฏิรูประบบราชการ ตรึงอัตราขรก. ทยอยเลิก 11 ประเภทงานหลังเกษียณ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ครม.เห็นชอบแนวทางปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐเสนอ
  • มาตรการหลักมุ่งตรึงอัตรากำลังข้าราชการตั้งใหม่ทุกกรณี พร้อมชะลอการบรรจุและควบคุมกรอบอัตรากำลังในภาพรวม
  • กำหนดให้ทยอยยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุน 11 ประเภทงานเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เสนอแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา เนื่องจากปัจจุบันสถานะทางการคลังของประเทศมีงบประมาณรายจ่ายประจำร้อยละ 70 ซึ่งเป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก ขณะที่รัฐบาลยังมีภารกิจสำคัญอีกหลายด้านที่ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ

สำหรับการดำเนินมาตรการสำคัญมีข้อกำหนดชัดเจน โดยในกรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรในทุกกรณี ให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขันหรือคัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชีไว้ หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ยังต้องดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

70%งบประมาณรายจ่ายประจำด้านบุคลากร
11ประเภทสายงานสนับสนุนที่จะทยอยยุบเลิกหลังเกษียณ

มาตรการสำคัญประการต่อมาคือการยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานพนักงานราชการตามสัดส่วนของมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) โดยจะไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการตั้งแต่งบประมาณ พ.ศ. 2571-2575 ยกเว้นกรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ

Thailand civil service office desk

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุรวม 11 สายงาน ภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป โดยมีรายการดังต่อไปนี้:

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

  • เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง)
  • เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
  • เจ้าพนักงานสื่อสาร
  • เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา
  • เจ้าพนักงานห้องสมุด
  • นายช่างขุดลอก
  • นายช่างพิมพ์
  • นายช่างภาพ
  • นายช่างศิลป์
  • บรรณารักษ์ (ยกเว้นกรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม)
  • ผู้ประกาศและรายงานข่าว

การปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐผ่านการตรึงอัตราและการยุบเลิกตำแหน่งสายงานสนับสนุนหลังเกษียณถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการปรับลดขนาดภาครัฐ (Rightsizing) เพื่อลดภาระงบประมาณระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการบริหารจัดการภาระงานที่อาจตกค้างในส่วนราชการต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและการจ้างเหมาบริการเข้ามาทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชนและการปฏิบัติราชการแผ่นดิน

ทุกส่วนราชการยังต้องทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างหน่วยงานให้สอดรับกับมาตรการตรึงอัตรากำลัง โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน พร้อมทั้งให้สำนักงาน ก.พ. จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด และมาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น ขณะที่ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงต้องจัดทำข้อเสนอ เช่น มาตรการสนับสนุนการจ้างเหมาบริการและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพ

“การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน มุ่งสนับสนุนให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน”

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ที่มา: Khaosod Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้