ครม.ไฟเขียวปฏิรูประบบราชการ ตรึงอัตราขรก. ทยอยเลิก 11 ประเภทงานหลังเกษียณ
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางปฏิรูปกำลังคนภาครัฐเพื่อแก้ปัญ้างบประมาณบุคลากรพุ่งสูง สั่งตรึงอัตราตั้งใหม่ ชะลอบรรจุ และทยอยยุบเลิก 11 สายงานสนับสนุนเมื่อเกษียณอายุ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ครม.เห็นชอบแนวทางปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐเสนอ
- มาตรการหลักมุ่งตรึงอัตรากำลังข้าราชการตั้งใหม่ทุกกรณี พร้อมชะลอการบรรจุและควบคุมกรอบอัตรากำลังในภาพรวม
- กำหนดให้ทยอยยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุน 11 ประเภทงานเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เสนอแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา เนื่องจากปัจจุบันสถานะทางการคลังของประเทศมีงบประมาณรายจ่ายประจำร้อยละ 70 ซึ่งเป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก ขณะที่รัฐบาลยังมีภารกิจสำคัญอีกหลายด้านที่ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ
สำหรับการดำเนินมาตรการสำคัญมีข้อกำหนดชัดเจน โดยในกรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรในทุกกรณี ให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขันหรือคัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชีไว้ หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ยังต้องดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
มาตรการสำคัญประการต่อมาคือการยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานพนักงานราชการตามสัดส่วนของมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) โดยจะไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการตั้งแต่งบประมาณ พ.ศ. 2571-2575 ยกเว้นกรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุรวม 11 สายงาน ภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป โดยมีรายการดังต่อไปนี้:
- เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง)
- เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
- เจ้าพนักงานสื่อสาร
- เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา
- เจ้าพนักงานห้องสมุด
- นายช่างขุดลอก
- นายช่างพิมพ์
- นายช่างภาพ
- นายช่างศิลป์
- บรรณารักษ์ (ยกเว้นกรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม)
- ผู้ประกาศและรายงานข่าว
การปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐผ่านการตรึงอัตราและการยุบเลิกตำแหน่งสายงานสนับสนุนหลังเกษียณถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการปรับลดขนาดภาครัฐ (Rightsizing) เพื่อลดภาระงบประมาณระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการบริหารจัดการภาระงานที่อาจตกค้างในส่วนราชการต่างๆ ซึ่งต้องอาศัยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและการจ้างเหมาบริการเข้ามาทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชนและการปฏิบัติราชการแผ่นดิน
ทุกส่วนราชการยังต้องทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างหน่วยงานให้สอดรับกับมาตรการตรึงอัตรากำลัง โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน พร้อมทั้งให้สำนักงาน ก.พ. จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด และมาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น ขณะที่ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงต้องจัดทำข้อเสนอ เช่น มาตรการสนับสนุนการจ้างเหมาบริการและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพ
“การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน มุ่งสนับสนุนให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน”
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น