ซีอีโอ Flock ยอมรับบริษัทปรับตัวช้าเกินไป หลังตำรวจสหรัฐฯ นำเทคโนโลยีสอดแนมไปใช้ทางที่ผิด
Garrett Langley ยอมรับกับ BBC ว่าบริษัทควรดำเนินการป้องกันการละเมิดสิทธิของตำรวจให้เร็วกว่านี้ หลังพบเคสเจ้าหน้าที่นำกล้องและโดรนไปสะกดรอยตามคนรักเก่าและคนแปลกหน้า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Garrett Langley ซีอีโอ Flock ยอมรับบริษัทแก้ไขปัญหาตำรวจใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิดช้าเกินไป
- บริษัทเตรียมลดระยะเวลาเก็บข้อมูลจาก 30 วันเหลือ 7 วัน และเพิ่มระบบตรวจจับการค้นหาผิดปกติอัตโนมัติ
- พบกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ระบบติดตามอดีคนัดพบและผู้หญิงที่เพิ่งเข้ารับการทำแท้ง
- มีรายงานว่าอย่างน้อย 50 เมืองในสหรัฐฯ ยกเลิกการใช้งานระบบของ Flock ในปีนี้ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์
Garrett Langley ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Flock บริษัทเทคโนโลยีการสอดแนมจากสหรัฐอเมริกา ออกมายอมรับตรงๆ ว่าบริษัทของตนดำเนินการช้าเกินไปในการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำเครื่องมือของบริษัทไปใช้ในทางที่มิชอบ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวประกอบด้วยกล้องวงจรปิด อุปกรณ์อ่านป้ายทะเบียน และโดรน ซึ่งถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด เช่น การติดตามอดีตคนรักและการสะกดรอยตามคนแปลกหน้า ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านจากสาธารณชนอย่างรุนแรงต่อบริษัท ในขณะที่การใช้งานปกติทั่วไปนั้นมีไว้สำหรับช่วยตามหารถยนต์ที่ถูกขโมยและค้นหาบุคคลสูญหาย
เมื่อถูกถามจากผู้สื่อข่าวว่าบริษัทใช้เวลานานเกินไปหรือไม่ในการปกป้องกล้องนับหมื่นตัวจากการถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดโดยตำรวจ Langley ตอบสั้นๆ ว่า "ใช่... ใช่ครับ" และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ทางบริษัทจึงกำลังดำเนินการลดระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลของลูกค้าส่วนใหญ่ลงจากเดิม 30 วันให้เหลือเพียง 7 วันเท่านั้น พร้อมทั้งนำระบบตรวจสอบพฤติกรรมการค้นหาที่ผิดปกติมาใช้งานแบบอัตโนมัติ
การนำเทคโนโลยีของ Flock ไปใช้อย่างไม่เหมาะสมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การติดตามคู่รักเก่าหรือคนปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังมีกรณีที่ตำรวจใช้ระบบค้นหาผู้หญิงที่เดินทางไปทำแท้ง รวมถึงเหตุการณ์ที่ชายคนหนึ่งในรัฐอินดีแอนาพบผ่านคำขอข้อมูลสาธารณะว่า ตำรวจได้ตั้งค่าแจ้งเตือนรถยนต์ของเขาในระบบ Flock ทั้งที่เขาไม่ได้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในความผิดใดๆ เลย สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีอย่างน้อย 50 เมืองทั่วสหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกการใช้บริการของ Flock ในปีนี้ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องความเป็นส่วนตัวที่เพิ่มสูงขึ้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"ใช่... ใช่ครับ"
Garrett Langley
อย่างไรก็ตาม Langley เปิดเผยกับสำนักข่าว BBC ว่าในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา มีเมืองอีก 16 แห่งที่เคยยกเลิกบริการไปแล้วได้กลับมาใช้บริการกับบริษัทอีกครั้ง โดยภาพรวมธุรกิจขณะนี้มีอัตราส่วนลูกค้าใหม่ต่อลูกค้าที่สูญเสียไปอยู่ที่ประมาณ 7 ต่อ 1 เขายังระบุด้วยว่าเมื่อประมาณหกเดือนก่อน เขาได้ตั้งคำถามในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทว่าเหตุใดผู้คนจึงเริ่มให้ความสนใจและเพ่งเล็งมาที่ Flock มากขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ Ring บริษัทกล้องกริ่งประตูอัจฉริยะในเครือ Amazon ตัดสินใจยกเลิกการเป็นพันธมิตรกับ Flock หลังจากเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับโฆษณาในศึกซูเปอร์โบว์ลที่สร้างความกังวลเรื่องการสอดแนม
ประเด็นความขัดแย้งเรื่องเทคโนโลยีการจดจำป้ายทะเบียนและกล้องวงจรปิดของ Flock สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างทางกฎหมายในสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่มีกฎหมายกลางระดับประเทศออกมารองรับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างครอบคลุม การที่บริษัทเอกชนเข้าถึงข้อมูลการเคลื่อนไหวของประชาชนจำนวนมากจึงกลายเป็นจุดเปราะบางที่ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมต้องร่วมกันหาจุดสมดุลระหว่างความปลอดภัยสาธารณะและสิทธิความเป็นส่วนตัว
ปัจจุบัน Langley ระบุว่าเขาเห็นพ้องกับองค์กรอย่าง สภาพลเรือนอเมริกัน (ACLU) และมูลนิธิพรมแดนอิเล็กทรอนิกส์ (EFF) แล้วว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจควรต้องมีเลขที่คดีที่กำลังดำเนินการอยู่จริงๆ (Active case number) จึงจะสามารถเข้ามาค้นหาข้อมูลในระบบของ Flock ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำความผิดควรถูกลงโทษมากกว่าแค่การไล่ออกจากตำแหน่ง เพราะการกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่แย่มาก ข้อมูลทั้งหมดนี้สะท้อนว่าแม้บริษัทพยายามเดินหน้าเสนอขายผลิตภัณฑ์ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรม แต่ปัญหาเรื่องจริยธรรมและการกำกับดูแลการใช้งานยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องพิสูจน์ต่อไป
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น