ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Techsauce Global Summit 2026: ประกันไทยดึงสุขภาพดีสู้ต้นทุนพุ่ง

งาน Techsauce Global Summit 2026 ชูโมเดล Value-based Longevity รับมือ Loss Ratio ประกันไทยพุ่งแตะ 89% และเงินเฟ้อการแพทย์ 10.8%

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
16 Aug 2026ที่มา: Techsauce4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 16 Aug 2026
แชร์
Techsauce Global Summit 2026: ประกันไทยดึงสุขภาพดีสู้ต้นทุนพุ่ง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • Loss Ratio ประกันสุขภาพไทยปี 2026 พุ่งแตะ 89% จาก 67% ในปี 2023
  • เงินเฟ้อทางการแพทย์ไทยสูงถึง 10.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 10.3%
  • มาตรการ Copayment เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 20 มีนาคม 2568 สำหรับเคลมซ้ำซ้อน
  • เวที Techsauce Global Summit 2026 ชูโมเดล Value-based Longevity ยืดช่วงสุขภาพดี

ตัวเลขหนึ่งที่วงการประกันสุขภาพไทยจับตามากที่สุดในเวลานี้คืออัตราส่วนค่าสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกัน หรือ Loss Ratio ที่กำลังไต่จาก 67% ในปี 2023 ขึ้นไปแตะ 89% ในปี 2026 ตัวเลขนี้หมายความว่าทุก 100 บาทที่บริษัทประกันเก็บเบี้ยได้ จะต้องจ่ายกลับเป็นค่ารักษาพยาบาลเกือบ 89 บาท ก่อนหักค่าดำเนินงาน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สถานะของคำว่าสุขภาพดีเปลี่ยนจากแคมเปญการตลาดมาเป็นโจทย์ทางบัญชีที่ทั้งอุตสาหกรรมต้องเร่งแก้ไข

ประเด็นความท้าทายนี้กำลังจะถูกนำไปถกบนเวที Techsauce Global Summit 2026 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 สิงหาคม 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในเซสชัน What Creates Value-based Longevity? Thailand, Singapore, and the Future of Healthspan Financing in SEA โดยมีคุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช รองกรรมการผู้จัดการ เมืองไทยประกันชีวิต และผู้ดูแลศูนย์นวัตกรรม Fuchsia ร่วมเสวนา เพื่อหาคำตอบว่าใครควรเป็นผู้จ่ายค่าป้องกันโรคในวันที่ระบบจ่ายค่ารักษาหลังป่วยเริ่มแบกรับไม่ไหว

แรงกดดันหลักมาจากเงินเฟ้อทางการแพทย์ของไทยที่พุ่งสูงถึง 10.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 10.3% ในขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปติดลบ 0.1% สาเหตุสำคัญมาจากการแข่งขันดึงบุคลากรทางการแพทย์เข้าโรงพยาบาลเอกชน และการลงทุนในเครื่องมือแพทย์ราคาสูง เช่น เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ภาพความกดดันนี้สอดคล้องกับผลสำรวจบริษัทประกัน 268 แห่งใน 67 ตลาดทั่วโลก ที่ระบุว่าค่ารักษาในเอเชียปี 2026 จะเพิ่มขึ้น 12.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และเกือบหกเท่าของเงินเฟ้อทั่วไป

modern Thailand hospital interior healthcare technology

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

89%Loss Ratio ประกันไทยปี 2026
10.8%เงินเฟ้อทางการแพทย์ไทย
12.5%ค่ารักษาในเอเชียปี 2026

ในฝั่งความต้องการของตลาดกลับเติบโตสวนทาง โดยในปี 2568 ธุรกิจประกันชีวิตไทยมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 676,505 ล้านบาท เติบโต 3.45% และครึ่งแรกของปี 2569 มีเบี้ยรับรวม 341,522.85 ล้านบาท เติบโต 4.57% แรงขับเคลื่อนนี้มาจากความตื่นตัวเรื่องสุขภาพ สังคมสูงวัย และความกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ต้นทุนบริษัทประกันขยายตัวตามไปด้วย

อุตสาหกรรมประกันได้เริ่มใช้มาตรการร่วมจ่ายหรือ Copayment กับกรมธรรม์สุขภาพใหม่ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2568 โดยแบ่งเงื่อนไขเป็น:

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

  • เคลมโรคไม่รุนแรงตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อปี และยอดเคลมรวมตั้งแต่ 200% ของเบี้ยประกัน ต้องร่วมจ่าย 30% ในปีถัดไป
  • เคลมโรคทั่วไปตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป และยอดเคลมรวมตั้งแต่ 400% ของเบี้ยประกัน ต้องร่วมจ่าย 30% เช่นกัน
  • เข้าเกณฑ์ทั้งสองข้อพร้อมกัน อัตราร่วมจ่ายจะขยับเป็น 50% โดยยกเว้นผ่าตัดใหญ่และโรคร้ายแรง

การนำมาตรการ Copayment มาใช้ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อลดภาระเคลมที่ไม่จำเป็น แต่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่เป็นการผลักภาระกลับสู่ผู้บริโภคชั่วคราว มากกว่าการแก้ที่ต้นตอคือการลดจำนวนผู้ป่วยเรื้อรัง การเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิด Value-based Longevity จึงเป็นการปรับโครงสร้างธุรกิจจากตั้งรับมาเป็นการลงทุนเชิงป้องกันอย่างแท้จริง

ตัวอย่างการปรับตัวในไทยคือทีม Fuchsia ของเมืองไทยประกันชีวิต ที่เคยเปิดตัวประกันสุขภาพแบบ Dynamic Pricing สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายแรกของเอเชีย รวมถึงประกันคุ้มครองการแพทย์ทางไกลและการตรวจรหัสพันธุกรรม myTHAIDNA อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งคุณนาเดียเคยระบุไว้ตั้งแต่ปี 2018 ว่าคนไทยยังเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเองได้น้อย ทางออกจึงต้องอาศัยความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการคืนความเป็นเจ้าของข้อมูลให้ประชาชน

"แนวทางของอุตสาหกรรมคือการนำข้อมูลมาใช้บริหารความเสี่ยงควบคู่กับการดูแลเชิงป้องกัน แทนที่จะจบอยู่แค่การจ่ายค่าสินไหม"

นาเดีย สุทธิกุลพานิช

ความน่าสนใจอีกประการคือการเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ที่เผชิญสังคมสูงวัยเช่นกัน แต่สิงคโปร์ใช้กลไกภาครัฐเป็นแกนหลัก ผ่านการขยายเพดานเบิก MediSave และอุดหนุนค่าตรวจพันธุกรรม พร้อมโครงการ Healthier SG ในขณะที่ไทยเลือกพึ่งพาภาคเอกชนและเศรษฐกิจสุขภาพที่มีมูลค่าสูงถึง 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ใหญ่เป็นอันดับ 24 ของโลก

ที่มา: Techsauce

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้