สว.เปรมศักดิ์ จี้รื้อระบบรับมือภัยพิบัติ-ผ่าการเงิน EMS
นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ เผยตัวเลขความเสียหายภัยพิบัติ 20 ปี สูง 2.2 ล้านล้านบาท พร้อมชงตั้งกองทุนผู้ประสบภัยและปฏิรูปงบ EMS ด่วน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ภัยพิบัติไทย 20 ปีสร้างความเสียหายรวม 2.2 ล้านล้านบาท มีผู้เสียชีวิต 10,549 คน
- ครม.เห็นชอบตั้งกองทุนสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยเพื่อความยั่งยืน
- ภารกิจ EMS ปี 2568 พุ่งสูงถึง 2,316,345 ครั้ง แต่กลับถูกตัดงบปี 2570
- เสนอมาตรการ Value-Based Payment คำนวณค่าชดเชยตามต้นทุนจริงทุกระบบ
วันที่ 16 สิงหาคม 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินโดยเทคโนโลยีดิจิทัล วุฒิสภา เปิดเผยผลการประชุมคณะทำงาน ครั้งที่ 6 โดยระบุว่าสถานการณ์งบประมาณและการบริหารจัดการภาวะวิกฤตของประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลภัยพิบัติสำคัญ 95 เหตุการณ์ในรอบ 20 ปี ระหว่าง พ.ศ.2547-2567 พบว่าร้อยละ 67 เป็นอุทกภัยและภัยแล้ง โดยภัยแล้งทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบสะสมจากการนับซ้ำถึง 151 ล้านคน หรือเกือบ 42 ล้านครัวเรือน ความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมทั้งหมดสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท ประชาชนกระทบกว่า 68 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิต 10,549 คน สะท้อนให้เห็นว่าภัยพิบัติคือความเสี่ยงเชิงระบบที่พร้อมกลับมาสร้างความเสียหายตลอดเวลา หากไม่มีการลงทุนโครงสร้างการเงินและการรับมือที่มีประสิทธิภาพ
คณะทำงานจึงผลักดันการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้ว พร้อมเดินหน้าแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 เพื่อปรับปรุงกฎหมายที่ใช้มานานกว่า 18 ปี ให้มีความยืดหยุ่น แทนการพึ่งพางบประมาณรายจ่ายงบกลางเพียงอย่างเดียว โดยตั้งแต่ปี 2546-2569 รัฐจัดสรรงบช่วยเหลือรวม 123,667 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2569 ตั้งงบกลางช่วยเหลือไว้ 25,099 ล้านบาท
"ตัวเลขทั้งหมดเป็นสัญญาณเตือนว่า ภัยพิบัติไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจบ แต่เป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่พร้อมกลับมาสร้างความสูญเสียได้ตลอดเวลา"
นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในส่วนของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) นพ.เปรมศักดิ์ระบุว่าสถานะทางการเงินของกองทุนน่าเป็นห่วงอย่างมาก เนื่องจากปริมาณภารกิจสวนทางกับงบประมาณ โดยจำนวนปฏิบัติการเพิ่มจาก 1,794,605 ครั้งในปี 2562 เป็น 2,316,345 ครั้งในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 29.07% ขณะที่งบประมาณปี 2570 กลับถูกปรับลดเหลือ 825.79 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดปัญหาค้างจ่ายค่าชดเชยแก่หน่วยปฏิบัติการ จน สพฉ. ต้องขอรับงบกลางรวม 651.67 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหา
วิกฤตงบประมาณของ สพฉ. และระบบ EMS สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของบริการสาธารณะไทย ที่ภาระงานเติบโตตามสังคมผู้สูงอายุและอุบัติภัย แต่กลไกการจัดสรรงบยังยึดติดกับรูปแบบเดิม การปรับไปสู่ Value-Based Payment จึงเป็นการย้ายจุดโฟกัสจากการใช้งบแบบจำกัด มาเป็นการสะท้อนต้นทุนการปฏิบัติการจริง เช่น ค่าใช้จ่ายเฮลิคอปเตอร์พยาบาลหรือหน่วยแพทย์ทางน้ำ เพื่อรักษามาตรฐานนาทีชีวิตของประชาชน
สำหรับการปฏิรูปของ สพฉ. จะเปลี่ยนผ่านจากระบบรอรับเหตุ (Reactive) สู่การป้องกันเชิงรุก (Proactive) ผ่าน 5 ภารกิจหลัก เช่น การสร้าง Community First Responder ขยายหน่วยปฏิบัติการระดับตำบล พัฒนาอาสาสมัครฉุกเฉินชุมชน และดันระบบ NDEMS ซึ่งใช้งานแล้ว 45,419 ครั้ง รวมถึงการวาง 5 มาตรการสร้างเสถียรภาพทางการเงิน ได้แก่ การปรับชุดสิทธิประโยชน์ด้วยเทคโนโลยี, การปรับเกณฑ์ค่าชดเชยใหม่ตามระเบียบ 1 กรกฎาคม 2569, การใช้ระบบ Value-Based Payment, และการบูรณาการแหล่งเงินจากกองทุนสุขภาพอื่น ๆ เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดิน
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น