Community Shield ชี้ชะตาแชมป์ Premier League ได้จริงหรือ?
สถิติชี้การคว้าแชมป์ Community Shield ระหว่าง Arsenal และ Manchester City ที่ Cardiff ไม่ได้การันตีความสำเร็จในฤดูกาล Premier League

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- สถิติตั้งแต่ปี 1992 ชี้มีเพียง 8 จาก 34 ทีมที่คว้าแชมป์ Community Shield แล้วได้แชมป์ลีก
- ทีมที่แพ้ในแมตช์นี้กลับคว้าแชมป์ลีกรวมกันถึง 10 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1992
- การแข่งขันนัดเปิดฤดูกาลจัดขึ้นที่ Principality Stadium เมือง Cardiff
การแข่งขันฟุตบอลรายการ Community Shield กำลังจะเปิดฉากขึ้น โดยเป็นการพบกันระหว่าง Arsenal ทีมแชมป์ Premier League และ Manchester City ทีมรองแชมป์พ่วงตำแหน่งแชมป์ FA Cup ซึ่งทั้งสองทีมต่างหวังจะขับเคี่ยวกันในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ โดยเกมสำคัญนี้ถูกจัดขึ้นที่ Principality Stadium เมือง Cardiff ประเทศเวลส์
คำถามที่แฟนบอลมักสงสัยคือชัยชนะในนัดเปิดสนามที่เวลส์นี้ จะเป็นลางบอกเหตุถึงความสำเร็จตลอดฤดูกาลที่กำลังจะมาถึงหรือไม่ และฟอร์มของผู้ทำประตูในแมตช์นี้มีความหมายอะไรซ่อนอยู่ โดยสถิติที่ผ่านมาในอดีตได้สะท้อนภาพที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแชมป์คอมมิวนิตี้ชิลด์กับแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ
แม้ว่าแชมป์พรีเมียร์ลีกปัจจุบันจะลงสนามในรายการนี้ทุกปี แต่สถิติกลับน่าประหลาดใจว่ามีเพียง 8 จาก 34 ทีมเท่านั้นนับตั้งแต่ฤดูกาล 1992-93 ที่คว้าทั้งแชมป์ Community Shield (หรือ Charity Shield ในอดีต) และเดินหน้าคว้าแชมป์ลีกได้ในฤดูกาลเดียวกัน โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา มีเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่ทำสำเร็จ
ยิ่งไปกว่านั้น ทีมที่ปราชัยในนัดชิงคอมมิวนิตี้ชิลด์กลับคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลนั้นมากกว่า โดยเกิดขึ้นถึง 10 ครั้ง รวมถึง Manchester City ที่คว้าแชมป์ลีกสามปีติดต่อกันระหว่างปี 2021 ถึง 2023 นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา Crystal Palace สามารถเอาชนะ Liverpool ได้ในเกมนี้ แต่ก็จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 15 ของตาราง แม้จะคว้าแชมป์ Conference League ได้ก็ตาม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การวิเคราะห์สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Community Shield เป็นเพียงเกมอุ่นเครื่องระดับทางการ (Super Cup) ที่ผู้จัดการทีมมักใช้ทดลองแท็กติกและสภาพความฟิตของผู้เล่นใหม่ มากกว่าจะเป็นเครื่องชี้วัดศักยภาพที่แท้จริงตลอดการแข่งขัน 38 นัดในพรีเมียร์ลีก ความกดดันที่น้อยกว่าในนัดเดียวอาจไม่ได้สะท้อนความสม่ำเสมอที่จำเป็นสำหรับการคว้าแชมป์ลีกยาวนานตลอด 9 เดือน
ในแง่ของผู้ทำประตูในนัดชิงชนะเลิศ หลายครั้งที่ฟอร์มในเกมนี้ไม่ได้บ่งบอกถึงอนาคต ตัวอย่างเช่น Cole Palmer เคยทำประตูให้ Manchester City ในเกมพบ Arsenal ปี 2023 ก่อนจะย้ายไป Chelsea และทำผลงานยิง 22 ประตูในพรีเมียร์ลีกพร้อมคว้ารางวัลนักดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี ในขณะที่ Erling Haaland พลาดทำประตูในนัดประเดิมสนามให้ City ปี 2022 แต่กลับซัดไปถึง 52 ประตูในฤดูกาลนั้น
ในทางกลับกัน บางรายเช่น Raheem Sterling เคยทำประตูให้ City ชนะ Liverpool ในปี 2019 ซึ่งจุดประกายให้ฤดูกาลนั้นกลายเป็นฤดูกาลที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพของเขาด้วยจำนวน 31 ประตู การแข่งขันรายการนี้จึงยังคงเป็นสีสันและหมุดหมายสำคัญในการเริ่มต้นฤดูกาลฟุตบอลอังกฤษ
ที่มา: BBC Sport
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น