เจาะลึกอาการและวิธีรับมือสตรีวัยทองจากโรงพยาบาลพญาไท
ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและฮอร์โมนในสตรีวัยทอง ทั้งอาการร้อนวูบวาบ กระดูกพรุน และแนวทางการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทนอย่างปลอดภัย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ประจำเดือนมาผิดปกติหรือเกิน 7 วันต้องตรวจหาสาเหตุ
- ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงส่งผลต่ออารมณ์และกระดูกพรุน
- ความหนาแน่นกระดูกสตรีไทยสูงสุดตอนอายุ 30-34 ปี
- การใช้ฮอร์โมนทดแทนช่วยบรรเทาอาการและเพิ่มความหนาแน่นกระดูก
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในสตรีวัยทองส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจในหลายด้าน โดยเฉพาะลักษณะประจำเดือนที่เริ่มแตกต่างออกไป บางรายประจำเดือนขาดหายไปเลย ขณะที่บางรายค่อยๆ น้อยลงจนหมดไป ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีเลือดออกนานเกิน 7 วันหรือออกกระปริดกระปรอย จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดเพื่อคัดกรองโรคมะเร็ง การปล่อยปละละเลยหรือหันไปใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพรขับของเสียเอง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกผิดปกติหรือปวดท้องน้อยจนอาการลุกลาม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทอัตโนมัติยังทำให้เกิดอาการร้อนวูบวาบ แผ่จากหน้าอกขึ้นไปยังลำคอและใบหน้า ร่วมกับเหงื่อออกตอนกลางคืนและอาการหนาวสั่น ซึ่งรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน ด้านอารมณ์ การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนยังทำให้หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน ขาดสมาธิ ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า และซึมเศร้า รวมถึงส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ทำให้ช่องคลอดแห้ง เนื้อเยื่อรอบท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะฝ่อลีบ เกิดอาการปวดแสบขณะปัสสาวะ ปัสสาวะเล็ด และติดเชื้อได้ง่าย
ในด้านสุขภาพกระดูก จากการศึกษาในประเทศไทยพบว่าความหนาแน่นของเนื้อเยื่อกระดูกในสตรีไทยจะสูงสุดที่อายุ 30-34 ปี หลังจากนั้นจะลดลงอย่างช้าๆ ร้อยละ 0.3-0.5 ต่อปีตั้งแต่อายุ 35 ปีเป็นต้นไป เป็นเวลา 5-10 ปี จนอาจเกิดภาวะกระดูกพรุนเปราะง่ายและเสี่ยงกระดูกหักจากอุบัติเหตุเล็กน้อยโดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า นอกจากนี้ การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนยังทำให้ระดับไขมันคอเลสเตอรอลและไขมันเลว LDL สูงขึ้น ไขมันดี HDL ลดลง เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน รวมถึงอาการหลงลืมง่าย นอนไม่หลับ และความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
การเข้าใจกลไกความเสื่อมของร่างกายในวัยทองช่วยให้ผู้ป่วยสามารถวางแผนดูแลสุขภาพเชิงป้องกันได้ดีขึ้น การเสริมสร้างความแข็งแรงให้สมองผ่านกิจกรรมกระตุ้นความคิด และการใส่ใจตรวจมวลกระดูกตั้งแต่อายุยังน้อย จึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดความรุนแรงของโรคเรื้อรังที่มักแสดงอาการในวัยสูงอายุ
สำหรับการรักษาทางการแพทย์ แพทย์อาจพิจารณาให้ฮอร์โมนทดแทนโดยใช้เอสโตรเจนธรรมชาติ (Bio-identical Hormone) ที่มีโครงสร้างเดียวกับฮอร์โมนเพศหญิง ร่วมกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในรูปแบบรับประทาน เจล แผ่นแปะ สอดช่องคลอด หรือพ่นจมูก เพื่อช่วยรักษาอาการช่องคลอดแห้ง ลดภาวะซึมเศร้า เพิ่มสมาธิ และเพิ่มความหนาแน่นกระดูก โดยแพทย์จะให้ในปริมาณต่ำเท่าระดับปกติเพื่อลดอาการข้างเคียง เช่น เลือดออกทางช่องคลอดในช่วงแรก เจ็บเต้านม หรือปวดไมเกรน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
แม้ว่าการใช้ฮอร์โมนทดแทนจะช่วยบรรเทาอาการวัยหมดระดูได้ดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับวิถีชีวิตด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง งดดื่มสุราและสูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการความเครียด เพื่อให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างมีสุขภาพดี
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น