แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใช้ข้อมูลคุณฝึก AI และวิธีรับมือ
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชั้นนำทั้ง Facebook, Instagram, TikTok และ X นำข้อมูลและโพสต์ของผู้ใช้งานไปฝึกโมเดล AI โดยแทบไม่มีตัวเลือกให้ปฏิเสธ ยกเว้นผู้ใช้ในสหภาพยุโรปหรือ Twitch ที่ยังมีปุ่มปิดระบบนี้ได้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- แพลตฟอร์มโซเชียลส่วนใหญ่นำข้อมูลและโพสต์ของผู้ใช้ไปฝึก AI โดยค่าเริ่มต้น
- Twitch เป็นหนึ่งในไม่กี่แพลตฟอร์มที่มีปุ่มสวิตช์ให้ผู้ใช้งานกดปิดการยินยอมได้ง่ายๆ
- ผู้ใช้ในสหภาพยุโรป (EU) มีสิทธิ์ทางกฎหมายในการปฏิเสธการฝึก AI ได้ดีกว่าภูมิภาคอื่น
- การลบบัญชีทิ้งหรือตั้งค่าเป็นส่วนตัวอาจเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อไม่มีปุ่มให้ปิดระบบ
ประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลบนโลกออนไลน์กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง เมื่อแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่อย่าง Twitch ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของ Amazon ได้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้งานจำนวนมาก จากประกาศนโยบายอนุญาตให้นำข้อมูลการสตรีม วิดีโอออนดีมานด์ (VODs) และข้อความในห้องแชทไปป้อนเข้าสู่ระบบฝึกอบรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Training Machine) แม้ว่าเรื่องนี้จะทำให้หลายคนรู้สึกกังวล แต่ในความเป็นจริงแล้ว Twitch อาจจัดว่าเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีความยืดหยุ่นในระดับปานกลางเท่านั้นเมื่อเทียบกับแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียอื่นๆ ส่วนใหญ่ที่แอบนำข้อมูลของผู้ใช้ไปฝึก AI ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป โดยแทบไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานกดปุ่มปิดการทำงานหรือเลือกปฏิเสธได้ง่ายๆ เลยแม้แต่น้อย
เมื่อเจาะลึกดูในส่วนของแพลตฟอร์มยอดนิยมอื่นๆ เริ่มต้นจาก Bluesky ซึ่งระบุอย่างเป็นทางการว่าทางบริษัทไม่ได้ทำการฝึกโมเดล AI ใดๆ ด้วยตนเอง แม้จะมีการนำ AI มาใช้ในกระบวนการพัฒนาและสร้างฟีเจอร์ต่างๆ ก็ตาม แต่เนื่องจากโครงสร้างของ Bluesky ทำงานบนโปรโตคอลแบบกระจายศูนย์ที่เรียกว่า AT Protocol ทำให้โพสต์และข้อมูลอื่นๆ ของผู้ใช้งาน เช่น รายชื่อบัญชีที่คุณบล็อก ถูกเปิดเป็นสาธารณะ ส่งผลให้บุคคลทั่วไปหรือระบบภายนอกสามารถเข้ามาดึงข้อมูล (Scrape) โพสต์ของคุณไปใช้ฝึก AI ได้อย่างอิสระ
สำหรับคำถามที่ว่าผู้ใช้งานจะสามารถปกป้องข้อมูลของตนเองได้อย่างไร น่าเสียดายที่สำหรับ Facebook แล้ว หากคุณไม่ได้อาศัยอยู่ในสหภาพยุโรป (EU) ทางบริษัทจะไม่ยอมให้ผู้ใช้งานสามารถกดปฏิเสธการนำข้อมูลไปฝึก AI ได้เลย โดย Facebook จะมีข้อยกเว้นที่จำกัดมากๆ เฉพาะกรณีที่กฎหมายบังคับเท่านั้น เช่น หากคุณพบข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุตัวตนของคุณได้โผล่ขึ้นมาในคำตอบของเครื่องมือ AI คุณถึงจะมีสิทธิ์ส่งคำร้องเรียนเข้าไปเพื่อให้ทาง Facebook ทำการตรวจสอบและพิจารณาว่าจะดำเนินการแก้ไขอย่างไรต่อไป
ในส่วนของ Instagram ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มภายใต้อบริษัทแม่ Meta เช่นเดียวกับ Facebook ทำให้นโยบายการจัดการข้อมูลมีความคล้ายคลึงกัน แต่อินสตาแกรมยังมีปัญหาเฉพาะตัวที่น่ากังวล เช่น ฟีเจอร์ Muse ที่เคยปล่อยออกมาให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างภาพจาก AI ของผู้ใช้รายอื่นได้โดยไม่ได้รับความยินยอม ก่อนที่ทางบริษัทจะรีบถอดฟีเจอร์นี้ออกทันทีหลังจากตระหนักว่าเป็นความคิดที่แย่มากๆ แนวทางรับมือของผู้ใช้จึงทำได้เพียงแค่การยื่นคัดค้านหากพบข้อมูลส่วนตัวหลุดไปในระบบตอบกลับของ AI, การใช้สิทธิ์เฉพาะผู้ที่อยู่ใน EU เพื่อปฏิเสธการฝึกฝน, หรือทางเลือกสุดท้ายคือการลบบัญชีทิ้งหรือปรับบัญชีให้เป็นส่วนตัว (Private)
สำหรับแพลตฟอร์ม Reddit ทางออกเดียวที่จะป้องกันไม่ให้ข้อมูลของคุณถูกนำไปใช้คือการลบบัญชีทิ้งและเลิกโพสต์ข้อความใดๆ บนเว็บไซต์อย่างถาวร เนื่องจากในปัจจุบัน Reddit ไม่มีเครื่องมือใดๆ ให้ผู้ใช้งานกดปฏิเสธการฝึก AI ได้เลย และต่อให้มีเครื่องมือดังกล่าว บริษัทพัฒนา AI ต่างๆ ก็ได้ทำการดึงข้อมูลโพสต์ที่เป็นสาธารณะไปใช้งานล่วงหน้ามาระยะหนึ่งแล้ว ทางด้าน Threads ซึ่งใช้เครือข่ายเดียวกับ Meta ก็ใช้นโยบายข้อมูลแบบเดียวกัน คือข้อมูลที่เป็นสาธารณะทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ฝึก AI โดยไม่สนใจว่าผู้ใช้จะยินยอมหรือไม่ เว้นแต่คุณจะอยู่ใน EU ที่สามารถส่งเรื่องคัดค้านได้ หรือหากเป็นผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกา ก็ต้องรอให้ข้อมูลส่วนตัวปรากฏในคำตอบของ AI เสียก่อนถึงจะยื่นเรื่องขอให้ลบข้อมูลบางส่วนออกได้ นอกเหนือจากนั้นก็ทำได้แค่ตั้งบัญชีเป็นส่วนตัวหรือลบบัญชีทิ้งเช่นกัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สถานการณ์ยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีกเมื่อพูดถึง TikTok เพราะแม้ว่าการตั้งค่าบัญชีเป็นส่วนตัวจะเคยเป็นวิธีป้องกันขั้นพื้นฐานที่ดี แต่มีรายงานระบุว่า TikTok อาจแอบนำข้อมูลจากวิดีโอที่เป็นส่วนตัวและร่างวิดีโอที่ยังไม่ได้บันทึก (Unsaved drafts) ไปใช้ฝึก AI ด้วยซ้ำ ดังนั้นวิธีเดียวที่จะการันตีได้อย่าง 100% ว่าข้อมูลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้ฝึก AI บน TikTok จึงเป็นการลบบัญชีผู้ใช้ออกเสีย ในขณะที่ฝั่งของ Twitch แม้จะอนุญาตให้นำข้อมูลการสตรีม คลิป แชท รวมถึงภาพและข้อความในช่องไปฝึก AI โมเดลภาษาเชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) แต่แพลตฟอร์มนี้ยังใจดีกว่าเจ้าอื่นตรงที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปที่การตั้งค่าความปลอดภัย (Security settings) เลื่อนลงมาที่หัวข้อ Training for Generative AI แล้วสลับปุ่มปิด (Toggle off) ได้ด้วยตนเอง แม้ว่าระบบนี้จะถูกเปิดใช้งานมาเป็นค่าเริ่มต้นก็ตาม แต่ต้องระวังว่าการตั้งค่านี้จะมีผลเฉพาะช่องของคุณเองเท่านั้น หากคุณไปปรากฏตัวในสตรีมหรือพิมพ์แชทในช่องของคนอื่น ข้อมูลส่วนนั้นจะขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของเจ้าของช่องนั้นๆ แทน
การที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหันมาใช้ข้อมูลผู้ใช้ฝึก AI สะท้อนถึงมูลค่ามหาศาลของข้อมูลสาธารณะ (Public Data) ในยุคปัญญาประดิษฐ์เฟื่องฟู การที่ผู้ใช้ทั่วไปแทบไม่มีอำนาจต่อรองหรือปุ่มปิดระบบที่เข้าถึงได้ง่ายในสหรัฐฯ หรือภูมิภาคอื่นๆ นอก EU สะท้อนช่องว่างทางกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Rights) ที่ยังไล่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน ส่งผลให้ทางเลือกของผู้บริโภคถูกบีบให้เหลือเพียงการยอมรับความเสี่ยงหรือการเดินออกจากแพลตฟอร์มนั้นๆ ไปเลย
ทางด้านแพลตฟอร์ม X (Twitter) ไม่เพียงแต่นำโพสต์สาธารณะไปฝึก AI Grok ของตนเองเท่านั้น แต่เนื่องจากการควบรวมกิจการกับ xAI และ SpaceX ข้อมูลของคุณจึงสามารถถูกส่งต่อไปใช้ฝึกโมเดล AI ข้ามบริษัทในเครือทั้งหมดได้ทันที ปิดท้ายด้วย YouTube ซึ่งถือเป็นฝันร้ายด้านความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง เนื่องจากบัญชี YouTube เชื่อมโยงกับบัญชี Google หลักที่มีบทบาทเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการ AI และมีรายงานพบว่า Google ได้แอบนำวิดีโอที่ผู้สร้างคอนเทนต์อัปโหลดขึ้นไปบนแพลตฟอร์มมาใช้ฝึกโมเดลสร้างวิดีโอ (Video-generation models) โดยที่เจ้าของช่องไม่เคยรู้ตัวหรือให้ความยินยอมมาก่อนเลย
ที่มา: Lifehacker
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น