Framework Laptop 12 อัปเกรดชิป Intel Core และ Linux
Framework เปิดตัวแล็ปท็อปแปลงร่างขนาด 12 นิ้วรุ่นใหม่ อัปเกรดชิป Intel Core Series 3 ราคาเริ่มต้น 699 ดอลลาร์ เริ่มส่งมอบตุลาคมนี้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Framework อัปเกรดแล็ปท็อป 12 นิ้วด้วยชิป Intel Core Series 3 และตัวเลือก Linux
- ราคาเริ่มต้นรุ่นสำเร็จรูปอยู่ที่ 699 ดอลลาร์ ถูกกว่ารุ่นปีก่อน 100 ดอลลาร์
- เพิ่มฟีเจอร์ตัวอ่านลายนิ้วมือและคีย์บอร์ดมีไฟแบ็คไลท์เป็นมาตรฐานในรุ่น Core 5 และ Core 7
บริษัท Framework ได้ทำการปรับโฉมแล็ปท็อปแปลงร่างขนาด 12 นิ้วอีกครั้ง โดยในรอบนี้มาพร้อมกับการยกระดับฮาร์ดแวร์ครั้งสำคัญ ซึ่งรวมถึงหน่วยประมวลผลรุ่นล่าสุดจาก Intel อย่าง Core Series 3 เพิ่มตัวเลือกการปรับแต่งฮาร์ดแวร์ให้หลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีตัวเลือกเครื่องที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Linux มาให้เสร็จสรรพจากโรงงาน สำหรับราคาเริ่มต้นของรุ่นสำเร็จรูป (Pre-built base configuration) อยู่ที่ 699 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับว่าถูกลงกว่ารุ่นเปิดตัวเมื่อปีที่แล้วถึง 100 ดอลลาร์ โดยทางผู้ผลิตเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าแล้ววันนี้ และคาดว่าจะเริ่มทยอยจัดส่งสินค้าล็อตแรกได้ในช่วงเดือนตุลาคม
สำหรับสเปกเริ่มต้นในราคา 699 ดอลลาร์นั้น ตัวเครื่องจะมาในสีเขียวสดใส บรรจุชิปประมวลผล Intel Core 3 304 พร้อมหน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB และพื้นที่เก็บข้อมูลความจุ 512GB นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบปฏิบัติการ Linux Fedora 44 KDE Plasma มาให้ในตัว เนื่องมาจากสถิติที่ทาง Framework สำรวจพบว่าผู้ใช้งานแล็ปท็อปรุ่นนี้เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์นิยมใช้งานระบบปฏิบัติการ Linux กันอยู่แล้วผ่านหลากหลายดิสโทร อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อยังคงสามารถเลือกปรับแต่งให้เครื่องติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home จาก Microsoft แทนได้ แต่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก 100 ดอลลาร์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ทาง Framework ระบุว่าชิปตระกูล Core Series 3 นั้นถูกออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กที่เน้นการประหยัดพลังงานและมีระดับราคาย่อมเยา ซึ่งช่วยยกระดับทั้งในเรื่องของระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ อุณหภูมิภายในเครื่อง และเสียงพัดลมระบายอากาศให้ดีขึ้นกว่าเดิมเมื่อเทียบกับชิปขุมพลังสูงรุ่นก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ชิป Core 3 304 นั้นมีแกนประมวลผลประสิทธิภาพสูงเพียงคอร์เดียว ซึ่งอาจเป็นจุดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่มองหาประสิทธิภาพการประมวลผลขั้นสูง
การที่ Framework ตัดสินใจเพิ่มตัวเลือก Linux แบบติดตั้งสำเร็จรูปสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในกลุ่มฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche market) ของตนเองอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้สามารถถอดประกอบและซ่อมแซมได้เอง (Modular laptop) มักดึงดูดกลุ่มนักพัฒนาและผู้ใช้งานสายโอเพนซอร์ส การซัพพอร์ตระบบปฏิบัติการนี้อย่างเป็นทางการจึงช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากให้ผู้ใช้กลุ่มหลักได้ทันที
การอัปเกรดชิปเซ็ตครั้งนี้ยังเปิดทางให้ตัวเครื่องรองรับการปรับปรุงพอร์ตเชื่อมต่อและฮาร์ดแวร์ภายในอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ ความเร็วหน่วยความจำ DDR5 ที่สูงขึ้นสูงสุดถึง 6400 MT/s, รองรับเทคโนโลยี Wi-Fi 7 R2 และพอร์ต Thunderbolt 4 บริเวณช่องเสียบการ์ดขยายด้านหลังสองช่อง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อจอภาพความละเอียด 4K ที่อัตรารีเฟรช 60Hz พร้อมกันสองจอหรือใช้งานการ์ดจอแยกภายนอก (eGPU) ได้อย่างราบรื่น ถึงแม้ว่าช่องเสียบ USB ด้านหน้าสองช่องจะถูกปรับลดเหลือเพียงมาตรฐาน USB 3.2 Gen 2 แต่ทางบริษัทก็ยืนยันว่าช่องเสียบทั้งสี่ช่องยังคงรองรับการจ่ายไฟเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับตัวเครื่องในรุ่นที่ใช้ชิป Core 5 และ Core 7 ทาง Framework ได้เพิ่มฟีเจอร์สำคัญสองรายการเข้ามาเป็นมาตรฐาน ได้แก่ ตัวอ่านลายนิ้วมือที่ฝังรวมอยู่กับปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง และคีย์บอร์ดที่มีไฟแบ็คไลท์ส่องสว่าง โดยคีย์บอร์ดเรืองแสงนี้ยังถูกนำเสนอเป็นตัวเลือกเสริมสำหรับการปรับแต่งในรุ่น DIY Edition ซึ่งมีราคาเริ่มต้นเบาลงมาที่ 549 ดอลลาร์ พร้อมทั้งมีตัวเลือกสีสันตัวเครื่องที่หลากหลายกว่ารุ่นสำเร็จรูป ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ยังสนใจรุ่นดั้งเดิมซึ่งใช้ชิป Intel Core เจนเนอเรชั่น 13 ทางแบรนด์ก็ยังคงมีวางจำหน่ายเช่นกัน โดยรุ่นสำเร็จรูปราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 699 ดอลลาร์ และรุ่น DIY เริ่มต้นที่ 499 ดอลลาร์
ที่มา: The Verge
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น