คนเป็นโรคหัวใจควรดื่มน้ำวันละกี่แก้ว คำแนะนำที่ต้องรู้
ไขข้อสงสัยปริมาณน้ำที่เหมาะสมสำหรับคนเป็นโรคหัวใจและคนทั่วไป พร้อมคำแนะนำจากมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยฯ เพื่อป้องกันภาวะน้ำคั่ง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ร่างกายสูญเสียน้ำวันละ 1.5-2 ลิตร จึงต้องดื่มน้ำชดเชย
- คนทั่วไปควรดื่มน้ำ 2-2.5 ลิตร หรือ 8-10 แก้วต่อวัน
- ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวหรือไตบกพร่องต้องจำกัดน้ำตามแพทย์สั่ง
- ควรชั่งน้ำหนักทุกเช้าเพื่อสังเกตสัญญาณภาวะน้ำและเกลือคั่ง
ในชีวิตประจำวัน ร่างกายของมนุษย์เราต้องสูญเสียน้ำออกไปผ่านทางเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ รวมกันในปริมาณอย่างน้อยประมาณ 1.5 ถึง 2 ลิตร ทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดื่มน้ำเข้าไปเพื่อทดแทนส่วนที่สูญเสียไปเหล่านี้ พร้อมทั้งช่วยให้เลือดมีความหนืดลดลงและช่วยเจือจางสารพิษ แบคทีเรีย รวมถึงน้ำตาลในร่างกายไม่ให้เกาะตามผนังหลอดเลือด
ทางด้านมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ระบุข้อมูลว่า การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสมนั้นมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัวจากการอักเสบได้ โดยสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงและกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวได้เป็นปกติ แนะนำให้ดื่มน้ำสะอาดประมาณ 2 ถึง 2.5 ลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นราว 8 ถึง 10 แก้ว โดยเฉพาะการดื่มน้ำ 2 แก้วทันทีหลังตื่นนอน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขปริมาณน้ำดังกล่าวนี้ใช้สำหรับผู้ที่ไม่มีข้อจำกัดทางด้านสุขภาพเท่านั้น สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจไม่ได้แปลว่าจะต้องจำกัดปริมาณการดื่มน้ำเหมือนกันทุกคน หากหัวใจยังคงสามารถทำงานและบีบตัวได้เป็นปกติ ก็ยังสามารถดื่มน้ำในปริมาณ 2 ถึง 2.5 ลิตร เพื่อช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดคล่องตัวขึ้นได้เช่นกัน
การทำความเข้าใจเรื่องสมดุลของน้ำในร่างกายถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ เนื่องจากระบบการไหลเวียนโลหิตและการทำงานของหัวใจห้องล่างซ้ายมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย หากหัวใจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ของเหลวอาจสะสมในเนื้อเยื่อจนเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุดในการกำหนดปริมาณของเหลวที่ควรได้รับต่อวัน
ในทางตรงกันข้าม สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีประวัติภาวะหัวใจล้มเหลว หรือผู้ที่มีปัญหาการทำงานของไตบกพร่อง จะไม่สามารถใช้ปริมาณน้ำมาตรฐานนี้ได้ เนื่องจากการดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้ปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้น และหากหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัวได้ไม่ดีพอก็จะสูบฉีดเลือดไม่ทัน จนเกิดภาวะน้ำและเกลือคั่งตามมาได้
อาการที่สังเกตได้หากเกิดภาวะน้ำคั่ง ได้แก่ อาการบวมบริเวณเท้าและหน้าแข้งทั้งสองข้าง เสี่ยงต่อภาวะปอดบวมน้ำ รวมถึงผู้ป่วยโรคไตบางรายที่มีปัสสาวะออกน้อยก็อาจพบอาการบวมได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรปฏิบัติ ดังนี้
- ชั่งน้ำหนักตัวทุกวันหลังเข้าห้องน้ำในตอนเช้า
- สังเกตว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกิน 1 กิโลกรัมภายในหนึ่งวันหรือไม่
- ปรึกษาแพทย์หากพบน้ำหนักเพิ่มรวดเร็วหรือมีอาการบวม
- ห้ามเพิ่มยาขับปัสสาวะหรือปรับปริมาณน้ำด้วยตนเองเด็ดขาด
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น