ข้ามไปเนื้อหาหลัก

เส้นเลือดหัวใจมีกี่เส้น? รู้จัก 3 เส้นเลือดหลักพร้อมวิธีลดเสี่ยง

ทำความรู้จัก 3 เส้นเลือดหัวใจหลัก LAD, LCx และ RCA พร้อมเจาะลึกปัจจัยเสี่ยงและแนวทางป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างถูกต้องจากแพทย์

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
21 Aug 2026ที่มา: Thairath Lifestyle4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
เส้นเลือดหัวใจมีกี่เส้น? รู้จัก 3 เส้นเลือดหลักพร้อมวิธีลดเสี่ยง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • หลอดเลือดหัวใจหลักที่แพทย์ใช้นำมาประเมินโรคมี 3 เส้น ได้แก่ LAD, LCx และ RCA
  • โรคเส้นเลือดหัวใจตีบเกิดจากการสะสมของไขมันและคอเลสเตอรอลกลายเป็นคราบพลัค
  • ปัจจัยเสี่ยงแบ่งเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถควบคุมได้และกลุ่มพฤติกรรมที่ปรับเปลี่ยนได้
  • การป้องกันทำได้โดยการปรับพฤติกรรม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพกับแพทย์

หลอดเลือดหัวใจ หรือที่เรียกว่าหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary arteries) มีหน้าที่สำคัญในการลำเลียงเลือดซึ่งอุดมไปด้วยออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อให้หัวใจสามารถบีบตัวและสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด

สำหรับคำถามที่ว่าหัวใจมีเส้นเลือดกี่เส้นนั้น คำตอบขึ้นอยู่กับวิธีการนับของแพทย์ แต่หากพิจารณาเฉพาะหลอดเลือดหลักที่แพทย์มักใช้กล่าวถึงในการประเมินโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ จะถูกแบ่งออกเป็น 3 เส้นสำคัญ ดังนี้

  • LAD (Left Anterior Descending Artery): หลอดเลือดที่แยกจากหลอดเลือดหัวใจซ้ายหลัก ทอดตัวลงมาตามด้านหน้าของหัวใจ ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงผนังด้านหน้าและส่วนล่างของหัวใจห้องล่างซ้าย รวมถึงผนังกั้นหัวใจด้านหน้า หลอดเลือดเส้นนี้เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเป็นบริเวณกว้าง หากเกิดการอุดตันเฉียบพลันบริเวณต้นเส้น อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • LCx (Left Circumflex Artery): แขนงของหลอดเลือดหัวใจซ้ายหลักที่ทอดอ้อมไปทางด้านข้างและด้านหลังของหัวใจ ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจห้องบนซ้าย ผนังด้านข้าง และบางส่วนของด้านหลังหัวใจห้องล่างซ้าย โดยตำแหน่งและจำนวนแขนงย่อยของเส้นนี้อาจมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
  • RCA (Right Coronary Artery): หลอดเลือดที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจห้องบนขวา หัวใจห้องล่างขวา รวมถึงผนังด้านล่างของหัวใจห้องล่างซ้ายบางส่วนและผนังกั้นหัวใจด้านหลัง นอกจากนี้ยังอาจทำหน้าที่เลี้ยงส่วนที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจด้วย ซึ่งรูปแบบการกระจายแขนงของหลอดเลือดเส้นนี้อาจไม่เหมือนกันในทุกคน

การเข้าใจกายวิภาคของหลอดเลือดหัวใจทั้ง 3 เส้นนี้ช่วยให้เห็นภาพความสำคัญว่าเหตุใดการอุดตันในแต่ละตำแหน่งจึงส่งผลกระทบต่อร่างกายแตกต่างกัน โดยเฉพาะเส้นเลือด LAD ที่มักถูกเรียกว่าเส้นเลือดหลักในการหล่อเลี้ยงพื้นที่ขนาดใหญ่ หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นจึงต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบมีสาเหตุหลักมาจากการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล และสารต่างๆ ที่ผนังหลอดเลือดจนพอกตัวกลายเป็นคราบพลัค ทำให้ช่องภายในหลอดเลือดมีขนาดแคบลง ส่งผลให้เลือดและออกซิเจนเดินทางไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ โดยปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญด้วยกัน

กลุ่มแรกคือปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ได้แก่ การมีอายุที่เพิ่มขึ้น เพศชายที่มีแนวโน้มเกิดโรคเร็วกว่าผู้หญิง ส่วนผู้หญิงจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลังหมดประจำเดือน รวมถึงผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย เช่น พ่อหรือพี่น้องชายได้รับการวินิจฉัยก่อนอายุ 55 ปี หรือแม่และพี่น้องหญิงก่อนอายุ 65 ปี และปัจจัยทางพันธุกรรมอื่นๆ

healthy lifestyle fitness exercise Thailand park

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

กลุ่มที่สองคือปัจจัยด้านพฤติกรรมและสุขภาพที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งประกอบด้วยภาวะความดันโลหิตสูง ระดับไขมัน LDL หรือไตรกลีเซอไรด์สูง การเป็นโรคเบาหวานหรือภาวะก่อนเบาหวาน มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน การขาดการออกกำลังกายหรือนั่งทำงานเป็นเวลานาน การสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่มือสอง การรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว น้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรตขัดสีในปริมาณมาก การดื่มแอลกอฮอล์เกินพอดี การพักผ่อนไม่เพียงพอหรือมีปัญหาการนอนเรื้อรัง รวมถึงภาวะความเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้าเรื้อรัง

การป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบทำได้โดยการปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง เช่น การเลิกสูบบุหรี่เพื่อลดการทำลายผนังหลอดเลือด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินโดยเพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ปลา และโปรตีนไขมันต่ำ พร้อมหลีกเลี่ยงอาหารทอด ไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ เนื้อแปรรูป ขนมหวาน และอาหารรสเค็มจัด

150นาทีต่อสัปดาห์สำหรับการออกกำลังกายระดับปานกลาง
75นาทีต่อสัปดาห์สำหรับการออกกำลังกายระดับหนัก

นอกจากนี้ควรควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดอยู่ในระดับปกติ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอพร้อมจัดการความเครียดอย่างถูกวิธี

หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ หรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ ควรเข้ารับการตรวจประเมินความเสี่ยงจากแพทย์ผู้ชำนาญการ โดยหลีกเลี่ยงการเข้ารับการตรวจสมรรถภาพหัวใจหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจด้วยตนเอง เนื่องจากความจำเป็นในการตรวจของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

ที่มา: Thairath Lifestyle

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้