Counterpoint 2026: มือถือแพงฉุด 4 ตลาดใหญ่ แอปเปิลโตสวน
Counterpoint Research เผย 4 ตลาดใหญ่มือถือทรุดเพราะต้นทุนชิปแพง แต่แอปเปิลสวนกระแสตลาดโตในยุโรป อินเดีย และลาตินอเมริกา

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Counterpoint Research เผย 4 ตลาดใหญ่มือถือเผชิญยอดขายติดลบในไตรมาสล่าสุด
- ต้นทุนชิปเซตหน่วยความจำพุ่งดันราคาขายปลีกและทำให้แบรนด์ลดโปรโมชันลง
- แอปเปิลสวนกระแสเติบโตในยุโรป อินเดีย และลาตินอเมริกา แต่ชะลอตัวในจีน
- ตลาดสมาร์ทโฟนโลกอาจใช้เวลานานถึงปี 2028 กว่าจะเห็นสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน
Counterpoint Research บริษัทวิจัยตลาดด้านเทคโนโลยี เปิดเผยรายงานสถานการณ์ตลาดสมาร์ทโฟนล่าสุดที่ครอบคลุม 4 ภูมิภาคหลัก ได้แก่ ยุโรป จีน อินเดีย และลาตินอเมริกา โดยพบสัญญาณน่ากังวลเมื่อทั้ง 4 ตลาดมียอดจัดส่งและยอดขายปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สาเหตุสำคัญมาจากวิกฤตขาดแคลนชิปเซตหน่วยความจำ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและทำให้ราคาขายปลีกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในรายละเอียดของแต่ละภูมิภาค ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนในยุโรปไตรมาส 2 ปี 2026 ลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 35 ล้านเครื่อง ซึ่งถือเป็นตัวเลขต่ำที่สุดสำหรับไตรมาส 2 นับตั้งแต่ปี 2023 เช่นเดียวกับลาตินอเมริกาที่ยอดจัดส่งลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นการติดลบรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2023 ส่วนตลาดจีน ยอดขายในช่วง 30 สัปดาห์แรกของปีลดลง 8.6 เปอร์เซ็นต์ และกลับมาติดลบเลขสองหลักหลังจบเทศกาล 618 ด้านอินเดียในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม ยอดขายรายสัปดาห์ส่วนใหญ่ต่ำกว่าปีก่อน ยกเว้นเพียง 2 สัปดาห์ในช่วงเทศกาลลดราคาใหญ่
แม้ภาพรวมตลาดจะซบเซา แต่แอปเปิลกลับทำผลงานสวนกระแสใน 3 จาก 4 ตลาดใหญ่ โดยในยุโรป แอปเปิลสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการจัดส่งจาก 25 เปอร์เซ็นต์ในปีก่อนขึ้นมาอยู่ที่ 34 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับซัมซุงที่ขยับจาก 31 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่แบรนด์จีนอย่างเสียวหมี่ ออปโป้ และออเนอร์ กลับสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดทั้งหมด สำหรับในอินเดีย แอปเปิลเติบโตถึง 15 เปอร์เซ็นต์จากความต้องการต่อเนื่องของ iPhone 17 Series และระบบผ่อนชำระ ส่วนในลาตินอเมริกาเติบโต 5 เปอร์เซ็นต์จากการเลือกแบกรับต้นทุนแทนการขึ้นราคา พร้อมครองส่วนแบ่งราว 51 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มราคาเกิน 600 ดอลลาร์สหรัฐ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
อย่างไรก็ตาม ตลาดจีนถือเป็นข้อยกเว้นเดียวที่แอปเปิลเข้าสู่ช่วงชะลอตัวตามฤดูกาลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังราคาขายกลับสู่ระดับปกติและดีมานด์ถูกดึงไปใช้ในช่วงเทศกาล 618 หมดแล้ว ส่งผลให้หัวเว่ยยังคงครองอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่งยอดขายรายสัปดาห์เกิน 20 เปอร์เซ็นต์มาตั้งแต่ไตรมาส 2
"ต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นทำให้ราคาเครื่องแพงขึ้น และผู้ผลิตได้สั่งลดโปรโมชันลงเพื่อรักษาอัตรากำไร ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ซึ่งมีสงครามอิหร่านเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อ ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย"
ยาน สตริยัค ผู้อำนวยการร่วมของ Counterpoint Research
วิกฤตการณ์ตลาดสมาร์ทโฟนในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า ห่วงโซ่อุปทานด้านฮาร์ดแวร์โดยเฉพาะหน่วยความจำ (Memory Chip) กลายเป็นคอขวดสำคัญที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรม มากกว่าปัจจัยด้านความต้องการของผู้บริโภค การที่แบรนด์พรีเมียมอย่างแอปเปิลสามารถเติบโตได้ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของฐานลูกค้ากำลังซื้อสูง ขณะที่แบรนด์สมาร์ทโฟนราคาประหยัดได้รับผลกระทบหนักกว่าอย่างเห็นได้ชัดจากการปรับขึ้นราคา
ในภาพรวมระดับโลก Counterpoint Research รายงานว่ายอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกไตรมาส 2 ลดลง 11 เปอร์เซ็นต์ ต่ำที่สุดสำหรับไตรมาส 2 นับตั้งแต่ปี 2013 และคาดว่าแรงกดดันด้านต้นทุนหน่วยความจำจะยังคงดำเนินต่อไปตลอดครึ่งหลังของปี 2026 โดยตลาดอาจต้องรอจนถึงปี 2028 จึงจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น