แผนกดดันเศรษฐกิจอิหร่านชุดใหม่ของทรัมป์จะใช้ได้ผลจริงไหม
รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหม่เพื่อเล่นงานอิหร่านและประเทศที่ให้การสนับสนุน โดยจะประกาศรายละเอียดวันที่ 24 ส.ค. นี้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- สหรัฐฯ เตรียมประกาศรายละเอียดมาตรการกดดันเศรษฐกิจอิหร่านชุดใหม่วันที่ 24 ส.ค. นี้
- เป้าหมายหลักคือการขยายขอบเขตเล่นงานประเทศที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่านและพึ่งพาดอลลาร์
- อิหร่านมีความเชี่ยวชาญในการเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรด้วยเรือขนส่งน้ำมันเงามืด
- ความสำเร็จของมาตรการขึ้นอยู่กับการตอบสนองของประเทศเป้าหมายอย่างจีน ตุรกี และอิรัก
อิหร่านต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามในปี ค.ศ. 1979 และยังคงแสดงให้เห็นถึงความอดยากอดทนและความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการทหารที่รุนแรง คำถามสำคัญสำหรับสหรัฐฯ ในตอนนี้จึงอยู่ที่ว่ามาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมจะสามารถใช้ได้ผลในจุดที่กลยุทธ์อื่นล้มเหลวหรือไม่
กลไกที่แน่ชัดของแคมเปญกดดันทางเศรษฐกิจชุดใหม่จากสหรัฐฯ ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) สัญญาว่าจะเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดในงานแถลงข่าววันที่ 24 สิงหาคม อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์ได้ระบุชัดเจนในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะดำเนินการจัดการกับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศตัร ที่เชื่อว่ากำลังยื่นมือเข้าช่วยเหลืออิหร่าน
แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ สมัยแรก ถอนตัวออกจากแผนปฏิบัติการร่วมฉบับสมบูรณ์ (JCPOA) ซึ่งเป็นข้อตกลงเมื่อปี ค.ศ. 2015 ระหว่างมหาอำนาจโลกกับอิหร่านเพื่อจำกัดโครงการนิวเคลียร์ สำหรับความขัดแย้งในปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศปฏิบัติการความโกรธเกรี้ยวทางเศรษฐกิจ (Operation Economic Fury) ซึ่งเป็นแคมเปญเศรษฐกิจสองแนวทางที่ผสมผสานการคว่ำบาตรการไหลเวียนทางการเงินของรัฐบาลภายใต้การประสานงานของกระทรวงการคลังเข้ากับการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรือของอิหร่าน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การใช้มาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ (Secondary Sanctions) ที่พุ่งเป้าไปที่ระบบเงินดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นเครื่องมือที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เนื่องจากระบบการเงินโลกส่วนใหญ่ผูกติดอยู่กับดอลลาร์ ทำให้ประเทศที่สามต้องเลือกระหว่างการค้ากับอิหร่านหรือการเข้าถึงระบบการเงินสหรัฐฯ แม้ว่าที่ผ่านมาอิหร่านจะหลบเลี่ยงด้วยช่องทางลับได้ แต่การกดดันเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินระดับดอลลาร์อาจสร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้างกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
อิมราน บายูมิ (Imran Bayoumi) ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์โลกจากสภาแอตแลนติกในวอชิงตัน ดี.ซี. และอดีตที่ปรึกษาด้านนโยบายของกระทรวงกลาโหม เปิดเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า การประกาศล่าสุดนี้น่าจะเป็นผลมาจากความคับข้องใจที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากทางเลือกอื่น ๆ ยังไม่สามารถส่งมอบผลลัพธ์ตามที่ทรัมป์ต้องการได้ ขณะที่ ไมเคิล ปาร์กเกอร์ (Michael Parker) ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและอดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) นาน 8 ปี ระบุว่ากลยุทธ์ใหม่นี้มุ่งขยายรัศมีการทำลายล้างทางเศรษฐกิจของการคว่ำบาตรด้วยการพุ่งเป้าไปยังประเทศที่สามซึ่งยังคงทำมาค้าขายกับอิหร่านแต่ระบบเศรษฐกิจต้องพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ
"แต่นี่คือคันโยกที่ยังไม่ค่อยมีใครสำรวจเท่าไหร่ ในแง่ของการพุ่งเป้าไปที่สิ่งใดก็ตามที่แตะต้องเงินดอลลาร์สหรัฐและในขณะเดียวกันก็แตะต้องอิหร่านด้วย"
ไมเคิล ปาร์กเกอร์
ปาร์กเกอร์ยกตัวอย่างสถาบันการเงินต่างประเทศที่ช่วยอิหร่านหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรหรือนำเงินเข้าสู่คลังของอิหร่าน ทางด้านปฏิกิริยาโต้ตอบของอิหร่านยังคงมีความไม่ชัดเจน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการคว่ำบาตรชี้ว่า ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าอิหร่านมีความเชี่ยวชาญในการใช้ช่องทางนอกระบบ เช่น เรือขนส่งน้ำมันเงามืด หรือหน้าร้านทางการค้าใหม่ ๆ ที่ไม่อยู่ในรายชื่อคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้มักทำให้ฝ่ายบังคับใช้กฎหมายต้องคอยวิ่งไล่ตามอยู่เสมอ
ประสิทธิผลของมาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้จะถูกกำหนดเป็นส่วนใหญ่โดยปฏิกิริยาของประเทศเป้าหมายขั้นสุดท้าย ซึ่งอาจรวมถึงพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างตุรกีและอิหร่าน ตลอดจนประเทศจีน ปาร์กเกอร์เชื่อว่ามาตรการคว่ำบาตรจะมีพลังก็ต่อเมื่อประเทศเป้าหมายมีความเต็มใจที่จะปฏิบัติตามวัตถุประสงค์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรที่เจ็บปวดต่อการค้าที่เกี่ยวข้องกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงตั้งคำถามว่าความเต็มใจดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่
ที่มา: BBC World
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น