ข้าวโพด-วิกกี้ เปิดใจคดีเงินร้อยล้าน บทเรียนราคาแพง
ข้าวโพดและวิกกี้เผยปมคดีเงินลงทุนและยืมกว่า 100 ล้านบาท สูญเสียความไว้ใจจากเพื่อนสนิท พร้อมเตรียมสู้คดีต่อในเดือนมิถุนายน 2569

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ข้าวโพดและวิกกี้เปิดใจถึงคดีเงินลงทุนและยืมรวมกว่า 100 ล้านบาท
- ชี้แจงประเด็นหมายศาลระบุ 3 ข้อหาหนัก รวมถึง พ.ร.ก.กู้ยืมเงินแชร์ลูกโซ่
- ยอมรับความเสียหายส่วนตัวเหลือประมาณ 28 ล้านบาท หลังได้คืนบางส่วน
- เตรียมพร้อมนัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 28 มิถุนายน 2569
ข้าวโพดและวิกกี้ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลังคดีความครั้งใหญ่ หลังจากต้องเผชิญหน้ากับคู่กรณีในกระบวนการทางกฎหมาย โดยระบุว่าการไปศาลเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมามีความอึดอัด แต่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสืบพยานนัดถัดไปประมาณวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ในตอนนี้ทั้งคู่เลือกที่จะปล่อยวางและกลับไปโฟกัสกับการทำมาหากินและครอบครัว เพื่อไม่ให้ชีวิตต้องจมอยู่กับความเครียดตลอดเวลา
ประเด็นเรื่องการชำระเงินให้กับผู้เสียหายรายอื่นที่ไม่ได้ฟ้องร้อง ข้าวโพดระบุว่าเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกไม่แฟร์ เนื่องจากกลุ่มผู้เสียหายของตนมีมูลค่าความเสียหายรวมกันสูงถึงกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มที่เป็นข่าวตามสื่อมวลชนมีความเสียหายเกือบ 10 ล้านบาท โดยในหมายศาลได้ระบุชัดเจนถึงจำนวนเงินที่แต่ละคนสามารถชำระได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
เมื่อพูดถึงประเด็นข้อหา ข้าวโพดย้ำว่าไม่ได้ใช้ความคิดส่วนตัวตัดสิน แต่ดูจากหมายศาลที่ระบุไว้ 3 ข้อหา ได้แก่ ความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินแบบฉ้อโกงประชาชนในลักษณะแชร์ลูกโซ่, ข้อหาฉ้อโกงประชาชนกว่า 10 คนขึ้นไป และข้อหาปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งทำให้เห็นชัดเจนว่าไม่ใช่แค่การยืมเงินธรรมดาตามที่ถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ โดยในส่วนของข้าวโพดเองมีการให้ยืมเงินส่วนตัวและบัตรเครดิตรวมกันกว่า 7 ล้านบาท
"เราไม่ได้มาจากตระกูลที่ร่ำรวย โพดกับวิกกี้ เราทำธุรกิจมาด้วยกัน 12 ปี กว่าจะขายครีม ขายน้ำหอม ทุกอย่างมันเหนื่อยมาก เราก็หวังว่าเราจะอยากได้เงินคืน เพราะมันเป็นจำนวนมหาศาล"
ข้าวโพด
วิกกี้ได้เสริมว่าบทเรียนครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก เนื่องจากข้าวโพดเป็นคนละเอียดและวางแผนชีวิตมาโดยตลอด แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับความไว้ใจที่มีให้คนใกล้ตัว ขณะที่ข้าวโพดระบุว่าตนเองทำงานมาอย่างสุจริตและรู้สึกว่าเป็นฝ่ายที่ถูกทำให้ต้องล้มลงจากเหตุการณ์นี้ พร้อมทั้งสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับคำว่าคนล้มอย่าข้าม ว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงคือกลุ่มเพื่อนที่ตั้งใจทำมาหากินแต่ต้องมาเผชิญกับวิกฤตที่ไม่ได้ก่อขึ้นเอง
คดีความลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการทำธุรกรรมทางการเงินกับบุคคลใกล้ชิด ซึ่งมักมีความซับซ้อนทางจิตวิทยาและหลักฐานที่ต้องอาศัยกระบวนการทางศาลในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ การทำความเข้าใจข้อกฎหมายเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้ยืมเงินและการฉ้อโกงประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในลักษณะคดีแชร์ลูกโซ่
ที่มา: Thairath Entertainment
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น