ฝึก AI บนหนังสือมีลิขสิทธิ์: ถูกกฎหมายหรือเป็นเรื่องซับซ้อน?
เจาะลึกข้อกฎหมายลิขสิทธิ์สหรัฐฯ เมื่อผู้พิพากษาตัดสินว่าการฝึก AI ของ Anthropic ถูกกฎหมาย แต่สั่งปรับ 1.5 พันล้านดอลลาร์ฐานละเมิดจากห้องสมุดเถื่อน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ผู้พิพากษาชี้การฝึก LLM ของ Anthropic เป็นเรื่องถูกกฎหมายเพราะเทียบเท่ากับการอ่าน
- Anthropic ถูกสั่งปรับ 1.5 พันล้านดอลลาร์จากข้อหาโจรกรรมหนังสือผ่านห้องสมุดเถื่อนออนไลน์
- กฎหมายลิขสิทธิ์สหรัฐฯ ไม่ได้รับการอัปเดตตั้งแต่ปี 1976 ทำให้ผู้พิพากษาต้องตีความกฎหมายเก่าแก่
ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ชั้นนำอย่าง ChatGPT, Gemini และ Claude ต่างถูกพัฒนาขึ้นโดยอาศัยฐานข้อมูลขนาดมหึมาที่ประกอบด้วยหนังสือ บทความออนไลน์ และงานวิจัยนับร้อยล้านชิ้น โดยที่นักเขียนส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้หรือให้ความยินยอม แม้สถานการณ์นี้จะดูเหมือนเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน แต่ในทางกฎหมายกลับมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิด
Cathy Gellis ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยี ได้อธิบายกับทาง TechCrunch ว่าประเด็นนี้มีความซับซ้อนสูงมากและมีกระแสความรู้สึกที่หลากหลายทั้งเห็นด้วยและต่อต้านจากทุกฝ่าย
เมื่อปีที่ผ่านมา ผู้พิพากษา William Alsup ได้มีคำสั่งให้บริษัท Anthropic จ่ายค่าปรับจำนวน 1.5 พันล้านดอลลาร์ให้กับกลุ่มนักเขียน หลังจากผลงานของพวกเขาถูกนำไปใช้ฝึกโมเดล AI ของบริษัท แม้ตัวเลขดังกล่าวจะดูเหมือนชัยชนะของเหล่าครีเอเตอร์ แต่ในคำพิพากษากลับระบุว่าการที่ AI นำข้อมูลมาฝึกฝนนั้นเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย แต่ที่บริษัทถูกลงโทษเป็นเพราะการเข้าไปดาวน์โหลดหนังสือจากห้องสมุดเถื่อนออนไลน์ต่างหาก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"Like any reader aspiring to be a writer, Anthropic’s LLMs trained upon works not to race ahead and replicate or supplant them — but to turn a hard corner and create something different"
Judge William Alsup
ผู้พิพากษา Alsup ได้เปรียบเทียบกระบวนการที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ซึมซับคำนับล้านคำ ว่ามีลักษณะเดียวกับการที่นักเขียนศึกษาผลงานวรรณกรรมเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ Gellis มองว่าคำตัดสินนี้น่าจะส่งผลดีต่อบริษัทผู้พัฒนา AI โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าบริษัทคาดว่าจะมีรายได้ประจำปีสูงถึง 2.0 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2028
ในมุมมองเชิงวิเคราะห์ กฎหมายลิขสิทธิ์ในปัจจุบันถูกออกแบบมาในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลยังไม่เกิดขึ้น การที่ศาลต้องพยายามนำหลักการ Fair Use (การใช้งานที่เป็นธรรม) ซึ่งเน้นดูเรื่องการแข่งขันทางตลาดมาปรับใช้กับโมเดล generative AI จึงสร้างความท้าทายอย่างมาก เนื่องจาก AI ไม่ได้ทำสำเนาเพื่อขายแข่งตรงๆ แต่เรียนรู้รูปแบบภาษาเพื่อสร้างเนื้อหาใหม่ ซึ่งเส้นแบ่งระหว่างการศึกษาและการลอกเลียนแบบนี้ยังคงเป็นพื้นที่สีเทาทางกฎหมายที่รอการตัดสินชี้ขาดที่ชัดเจนในอนาคต
Jason Henderson ผู้ก่อตั้งสำนักงานกฎหมาย IP & Media Practice ที่ JWL International ระบุว่าทุกคนในแวดวงกฎหมายกำลังกังวลใจเนื่องจากแนวทางการตีความยังมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละคดี ศาลมักจะพิจารณาว่าวัตถุประสงค์ของการฝึก AI นั้นเป็นการเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับเจ้าของผลงานเดิมหรือไม่ เหมือนกับคดีที่ Thomson Reuters ฟ้องร้อง Ross Intelligence ในข้อหาคัดลอกเนื้อหาเพื่อสร้างแพลตฟอร์มกฎหมายแข่งกัน ซึ่งศาลมองว่าไม่ใช่การใช้งานที่เป็นธรรม
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความเป็นเจ้าของผลงานที่สร้างโดย AI 100% อย่างคดี Thaler v. Perlmutter ที่ศาลตัดสินว่าไม่สามารถจดลิขสิทธิ์ได้ ซึ่งยิ่งเพิ่มความซับซ้อนว่าเราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าผลงานชิ้นหนึ่งใช้ AI ช่วยสร้างมากน้อยแค่ไหน ในขณะที่คดีความส่วนใหญ่ของบริษัท AI ยังคงค้างคาอยู่ในชั้นศาล ทำให้ทางออกที่ชัดเจนของปัญหายังคงต้องใช้เวลาอีกยาวนาน
ที่มา: TechCrunch
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น