SEABW 2026: เจาะอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลอาเซียนจาก SCBX และ Hashed
รายงานเจาะลึกทิศทางสินทรัพย์ดิจิทัลอาเซียน 2026 เผยคอขวดไม่ได้อยู่ที่กฎหมายแต่คือธนาคารพาณิชย์ พร้อมกรณีศึกษาไทยและสิงคโปร์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- อาเซียนมีระบบชำระเงินเดิมที่เร็วและต้นทุนต่ำอยู่แล้วผ่าน Regional Payment Connectivity
- สัดส่วนการชำระราคาในสกุลเงินท้องถิ่นเพิ่มจาก 7% เป็นกว่า 15% ช่วงปี 2563-2568
- คอขวดสำคัญของการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นธนาคารพาณิชย์ที่ยังมองไม่เห็นความคุ้มค่าทางธุรกิจ
- ธนาคารแห่งประเทศไทยขยายสนามทดลอง Programmable Payment และ Tokenized Deposit ในปี 2569
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เริ่มต้นพัฒนาจากจุดศูนย์กลางแบบประเทศในโลกตะวันตก ธุรกรรมทางการเงินภายในประเทศอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ต่างขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็วและเกือบจะไม่มีค่าธรรมเนียมมาโดยตลอด เครือข่ายชำระเงินข้ามแดนผ่าน QR โค้ดถูกนำมาใช้งานจริงอย่างต่อเนื่องภายใต้ความร่วมมือของธนาคารกลางในภูมิภาค สะท้อนผ่านตัวเลขในช่วงปี 2563 ถึง 2568 ที่สัดส่วนการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินท้องถิ่นขยายตัวจาก 7% ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นมากกว่า 15% อย่างเห็นได้ชัด
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเดิมมีความรวดเร็วและต้นทุนต่ำอยู่แล้ว แนวคิดการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัลที่เคยใช้ได้ผลในตะวันตกจึงอาจไม่ตอบโจทย์บริบทนี้ ผู้บริโภคในไทยหรือสิงคโปร์ไม่มีความจำเป็นต้องหันมาใช้งานคริปโทเคอร์เรนซีเพื่อเร่งความเร็วในการโอนเงิน เนื่องจากแอปพลิเคชันของธนาคารพาณิชย์ตอบสนองได้ทันที รายงานร่วมระหว่าง SCBX และ Hashed Open Research ได้จำแนกความท้าทายและโอกาสสำคัญในภูมิภาคนี้ออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เทคโนโลยีบล็อกเชนยังคงมีศักยภาพในการแข่งขันกับระบบการเงินแบบดั้งเดิมอย่างแท้จริง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
บริบทเพิ่มเติม: การทำความเข้าใจตลาดการเงินอาเซียนต้องมองข้ามกรอบคิดแบบตะวันตกที่พึ่งพาระบบบัตรเครดิตหรือการโอนเงินข้ามประเทศที่ล่าช้า อาเซียนเติบโตมาพร้อมกับระบบพร้อมเพย์และคิวอาร์โค้ดแห่งชาติ ทำให้โจทย์ของบล็อกเชนในภูมิภาคนี้ไม่ใช่การไล่ตามความเร็ว แต่เป็นการสร้างความสามารถในการโปรแกรมคำสั่งชุดข้อมูล (Programmability) เพื่อลดขั้นตอนงานหลังบ้านที่ซับซ้อน
มุมมองจากรายงานระบุอย่างชัดเจนว่า ข้อจำกัดด้านกฎหมายและเทคโนโลยีไม่ใช่คอขวดหลักอีกต่อไป แต่ปัญหาที่แท้จริงกลับอยู่ที่ธนาคารพาณิชย์ซึ่งยังมองไม่เห็นเหตุผลทางธุรกิจที่คุ้มค่าในการลงทุน ตัวอย่างที่สะท้อนสถานการณ์นี้ได้ดีคือกองทุนพันธบัตรรัฐบาลสิงคโปร์ในรูปโทเคนสกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์ แม้โครงสร้างกฎหมายจะเอื้ออำนวยและใช้เวลาพัฒนาเพียง 6 เดือนจนคว้าอันดับความน่าเชื่อถือระดับ AA จาก Moody's สำเร็จ แต่กลับติดปัญหาในขั้นตอนการกระจายขาย เนื่องจากนักลงทุนสายคริปโตไม่ต้องการถือครองความเสี่ยงสกุลเงินดังกล่าว ขณะที่นักลงทุนสถาบันดั้งเดิมมองว่าไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนมาถือสินทรัพย์เวอร์ชันโทเคน
"เกณฑ์ SCO60 ของ BIS กำหนดให้ธนาคารที่ถือสินทรัพย์บนบล็อกเชนสาธารณะต้องกันเงินกองทุนสูงถึง 1,250%"
สถานการณ์ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อกองทุนรุ่นถัดมาเปลี่ยนมาใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เอกสารการลงทุนแล้วเสร็จภายใน 10 สัปดาห์ แต่กระบวนการเปิดบัญชีธนาคารกลับกินเวลายาวนานถึง 5 เดือน แม้นิติบุคคลผู้ออกจะได้รับการสนับสนุนจากเวนเจอร์แคปปิตอลในกลุ่มธนาคารเดียวกันก็ตาม นอกจากนี้ กฎเกณฑ์ SCO60 ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS ยังกำหนดให้สถาบันการเงินที่ถือครองสินทรัพย์บนบล็อกเชนสาธารณะต้องกันเงินสำรองสูงถึง 1,250% บังคับให้ธนาคารหลายแห่งต้องหันไปใช้บล็อกเชนแบบปิดแทน ซึ่งต้องแลกมาด้วยข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อระบบ
ในมิติของการแก้ไขคอขวดระดับสถาบัน ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่รายงานให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากมีความชัดเจนทั้งด้านกรอบการกำกับดูแลและผู้เล่นสถาบันที่นำระบบไปใช้งานจริง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ขยายขอบเขตสนามทดลอง Programmable Payment Sandbox เมื่อเดือนธันวาคม 2568 พร้อมเปิดตัวโครงการ TouristDigiPay เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาทผ่านผู้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ก่อนใช้จ่ายผ่านคิวอาร์โค้ด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ตัวอย่างการใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ ช่องทางโอนเงินข้ามแดนที่พัฒนาโดย SCB และ SCB 10X ร่วมกับ Lightnet และ Fireblocks โดยใช้สเตเบิลคอยน์ USDC เป็นสื่อกลางผ่านบล็อกเชนสาธารณะ ช่วยปลดล็อกเงินทุนที่เคยต้องจองล่วงหน้าในระบบ Pre-funding กลับมาหมุนเวียนในธุรกิจได้ทันที ขณะที่ Token X ในกลุ่ม SCBX ได้แปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท พร้อมขับเคลื่อนการทำ Cross-border Tokenization ร่วมกับพันธมิตรต่างประเทศ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น