ครม. ไฟเขียวมาตรการภาษีหนุนอู่ตะเภา-เมืองการบิน ตั้งเป้าดึงลงทุน 1.3 ล้านล้าน
ครม. มีมติรับทราบมาตรการเร่งด่วนหนุนสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก หักค่าใช้จ่ายทางภาษี 2 เท่า พร้อมตั้งเป้าดึงเงินลงทุน 1.3 ล้านล้านบาท

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ครม. ไฟเขียวมาตรการเร่งด่วนหนุนโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
- ให้ผู้ประกอบการหักรายจ่ายลงทุน CAPEX และ OPEX ได้ 2 เท่าเพื่อจูงใจนักลงทุน
- ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนภาคเอกชนตลอดอายุโครงการราว 1.3 ล้านล้านบาท
- กำหนดเป้าหมายให้มาตรการทั้งหมดเกิดผลในทางปฏิบัติภายในวันที่ 30 กันยายน 2569
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า ครม. มีมติรับทราบมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นและเร่งด่วน เพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับโครงการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA ได้ลงนามในสัญญาร่วมลงทุนตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา และในครั้งนี้ภาครัฐต้องการสร้างแรงจูงใจเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
มาตรการสำคัญที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ. เห็นชอบ ครอบคลุมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษี การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และบุคลากรต่างชาติ โดยมีรายละเอียดหลักประกอบด้วย:
- การให้ผู้ประกอบการหักรายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์หรือ CAPEX และรายจ่ายในการดำเนินงานหรือ OPEX ได้ 2 เท่าในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล
- มาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ส่งเสริมแรงงานทักษะสูง เทคโนโลยีทันสมัย พลังงานสะอาด หรือมีการลงทุนสินทรัพย์มูลค่าสูง
- การอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาทำงานหรือประกอบกิจการผ่าน EECa Visa รวมถึงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ
- การลดค่าจดทะเบียนการเช่าและโอนอสังหาริมทรัพย์ พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าเรือสำราญและท่าเรือยอร์ช
นอกจากนี้ ทางภาครัฐยังได้ปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายให้สอดคล้องกับการปฏิบัติจริง เช่น การยกเว้นภาษีอากรสำหรับการอุปโภคบริโภคในเขตประกอบการค้าเสรี หรือ Free Trade Zone พร้อมทั้งเปิดแนวทางในการนำเข้า การซ่อมบำรุง และเก็บรักษารถแข่ง รถคลาสสิก และรถสะสมส่วนบุคคล โดยให้ทาง สกพอ. ไปหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมที่เหมาะสมต่อไป
"มาตรการครั้งนี้มีเป้าหมายมากกว่าการเดินหน้าโครงการสนามบิน แต่เป็นการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจรอบเมืองการบินให้เกิดขึ้นจริง"
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา
การผลักดันระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทย โดยการใช้มาตรการทางภาษีและการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าเช่น EECa Visa เป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก การกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจนภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 จึงเป็นบททดสอบสำคัญของภาครัฐในการบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ให้ปฏิบัติงานได้จริงตามเป้าหมาย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ทั้งนี้ ทาง สกพอ. ได้ประเมินว่ามาตรการชุดนี้จะช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนได้ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาทตลอดอายุโครงการ พร้อมทั้งสร้างการจ้างงานรวมกว่า 63,701 ตำแหน่ง เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ราว 400,000 คนต่อปี และสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP มากกว่า 37,000 ล้านบาทในปีแรกที่เปิดให้บริการ โดยรัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้มาตรการทั้งหมดมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น