สโมสรพรีเมียร์ลีกจ่อทำลายสถิติยอดขายนักเตะซัมเมอร์นี้
แอสตัน วิลล่า, แมนฯ ซิตี้ และนิวคาสเซิล ทำเงินจากการขายผู้เล่นติดท็อปซิกส์ตลอดกาลในตลาดนักเตะรอบเดียว และกำลังไล่ล่าสถิติ 360 ล้านยูโรของโมนาโก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- แอสตัน วิลล่า, แมนฯ ซิตี้ และนิวคาสเซิล ทุบสถิติรายได้จากการขายนักเตะซัมเมอร์นี้
- โมนาโกเจ้าของสถิติเดิม 360 ล้านยูโรจากฤดูกาล 2018-19 กำลังถูกสโมสรเหล่านี้ไล่ตาม
- วิลล่าทำกำไรจากตลาดซื้อขายนักเตะสูงถึง 132.6 ล้านยูโร ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องการเงิน
ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์นี้ พรีเมียร์ลีกอังกฤษไม่ได้มีแค่ข่าวการทุ่มเงินเสริมทัพก้อนโตตามปกติ แต่หลายสโมสรกลับสร้างเสียงฮือฮาด้วยรายได้มหาศาลจากการปล่อยตัวผู้เล่นออกไป โดยมีสโมสรระดับแถวหน้าถึงสามทีมที่พุ่งทะยานเข้าสู่ทำเนียบท็อปซิกส์ตลอดกาล ด้านรายได้จากการขายผู้เล่นภายในตลาดซื้อขายรอบเดียว
ข้อมูลจากเว็บไซต์ Transfermarkt ระบุว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา แอสตัน วิลล่า กวาดรายได้จากการปล่อยผู้เล่นไปแล้ว 293.1 ล้านยูโร หรือราว 251 ล้านปอนด์ ตามมาด้วยแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ 278.6 ล้านยูโร และนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่ 275.5 ล้านยูโร ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ทั้งสามทีมขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ ของประวัติศาสตร์ฟุตบอล โดยมีเพียงโมนาโกจากฤดูกาล 2018-19 ที่ทำไว้ 360 ล้านยูโร เชลซี 321 ล้านยูโรในฤดูกาล 2025-26 และแอตเลติโก มาดริด 314 ล้านยูโรในฤดูกาล 2019-20 เท่านั้นที่ยังคงรักษาสถิติเหนือกว่าพวกเขาได้
แอสตัน วิลล่า เป็นทีมที่เข้าใกล้สถิติของโมนาโกมากที่สุดในเวลานี้ โดยการย้ายทีมของมอร์แกน โรเจอร์ส ไปยังเชลซีด้วยค่าตัว 117 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 138 ล้านยูโร คิดเป็นสัดส่วนรายได้ก้อนใหญ่ของสโมสร นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นตัวหลักรายอื่นอย่าง เอซรี คอนซา, ยูรี ติเลอมองส์ และลูกัส ดีญ ที่ย้ายออกไปเช่นกัน ส่งผลให้สโมสรทำกำไรสุทธิจากการซื้อขายนักเตะสูงถึง 132.6 ล้านยูโร หลังจากใช้งบเสริมทัพไป 160.5 ล้านยูโร ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันด้านกฎการเงิน หลังจากในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา วิลล่าถูกยูฟ่าปรับเงิน 22.5 ล้านยูโรฐานละเมิดกฎควบคุมต้นทุนผู้เล่นอย่างรุนแรงสำหรับปี 2025 โดยเงินปรับ 15 ล้านยูโรถูกแขวนไว้ภายใต้เงื่อนไขว่าสโมสรต้องลดอัตราส่วนต้นทุนผู้เล่นลงต่อเนื่องในปี 2026

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ผลกระทบจากการสูญเสียผู้เล่นประสบการณ์สูงแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดในเกมนัดเปิดฤดูกาล เมื่อลูกทีมของอูไน เอเมรี พ่ายคาบ้านต่อไบรท์ตัน 4-0 หลังจบเกมการแข่งขัน แการี่ เนวิลล์ ได้ออกมาแสดงทัศนะเกี่ยวกับฟอร์มการเล่นของทีมสิงห์ผงาดในแมตช์ดังกล่าว
"ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ต้องการลงเล่นให้วิลล่าอีกต่อไปแล้ว"
แการี่ เนวิลล์
สถานการณ์ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีความเปลี่ยนแปลงเช่นกันหลังจากการคว้าตัวอายยูบ บูอัดดี เข้ามาสู่ทีม โดยพวกเขามีรายได้จากการขายผู้เล่นรวม 278.5 ล้านยูโร จากการปล่อยแข้งดังอย่าง ซาวิโอ, ไตจ์จานี ไรจ์นเดอร์ส, โรดริ, เจมส์ แทรฟฟอร์ด, มานูเอล อคานจี และนาธาน อาเก การมาของบูอัดดีทำให้ยอดใช้จ่ายของเรือใบสีฟ้ารวมอยู่ที่ 273.7 ล้านยูโร ส่งผลให้มีตัวเลขกำไรจากการซื้อขายอยู่ที่ 4.8 ล้านยูโร และยังมีแนวโน้มที่ตัวเลขรายได้จะขยับสูงขึ้นอีกหากมีการปล่อยตัวนักเตะเพิ่มเติมก่อนตลาดปิดตัวลง
การที่สโมสรในพรีเมียร์ลีกหันมาเน้นการทำกำไรและบริหารจัดการรายได้จากการขายนักเตะอย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดที่เพิ่มขึ้นของกฎระเบียบทางการเงิน เช่น กฎการเงิน PSR (Profit and Sustainability Rules) ของพรีเมียร์ลีกและกฎควบคุมต้นทุนของยูฟ่า ซึ่งบีบให้สโมสรไม่สามารถพึ่งพาเงินทุนจากเจ้าอย่างเดียวได้อีกต่อไป การสมดุลระหว่างการเสริมทัพและการปล่อยผู้เล่นออกจึงกลายเป็นกลยุทธ์หลักในการรักษาวินัยทางการเงินในระยะยาว
ทางด้านนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทำยอดขายนักเตะแตะระดับ 275.5 ล้านยูโร โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการปล่อยผู้เล่นสามคนสำคัญ ได้แก่ ซานโดร โตนาลี ย้ายซบต็อตแนม 108 ล้านยูโร, บรูโน กิมาไรส์ ย้ายไปอาร์เซนอล 87.5 ล้านยูโร และแอนโธนี กอร์ดอน ย้ายซบสโมสรบาร์เซโลนา 80 ล้านยูโร การซื้อขายเหล่านี้ช่วยพลิกฟื้นงบดุลช่วงซัมเมอร์ของทีมสาลิกาดงให้มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 78.5 ล้านยูโร จากการใช้จ่ายซื้อผู้เล่นไป 197 ล้านยูโร ขณะที่ไบรท์ตันเป็นอีกหนึ่งสโมสรที่มีแนวทางบริหารต่างออกไป โดยพวกเขากลายเป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกที่ทำกำไรสะสมจากการซื้อขายนักเตะติดต่อกันตลอดช่วงห้าฤดูกาลที่ผ่านมา รวมมูลค่าราว 50 ล้านยูโร สะท้อนถึงโมเดลธุรกิจที่ผสมผสานการขายผู้เล่นทำกำไรและการลงทุนใหม่อย่างยั่งยืน
ที่มา: BBC Sport
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น