เซาท์เวสต์แอร์ไลน์สทำสถิติรายได้ไตรมาสสองพุ่ง 8.4 พันล้านดอลลาร์
เซาท์เวสต์แอร์ไลน์สประกาศรายได้ไตรมาสที่สองทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.4 พันล้านดอลลาร์ หลังปรับขึ้นค่าตั๋วและค่าธรรมเนียมกระเป๋า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- รายได้ไตรมาสสองพุ่งทำสถิติ 8.4 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16.4%
- ทำกำไรสุทธิ 233 ล้านดอลลาร์เพื่อชดเชยต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น 889 ล้านดอลลาร์
- ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ด้วยการยกเลิกนโยบายกระเป๋าฟรีและที่นั่งแบบอิสระ
- ซีอีโอ Bob Jordan เผยแผนเตรียมขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศระยะไกล
เซาท์เวสต์แอร์ไลน์ส (Southwest Airlines) รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่สอง โดยทำตัวเลขรายได้พุ่งสูงถึง 8.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้น 16.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของสายการบินในการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารและค่าธรรมเนียมสัมภาระ เพื่อรับมือกับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากถึง 889 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นต้นทุนน้ำมันที่ 3.92 ดอลลาร์ต่อแกลลอน โดยในไตรมาสดังกล่าวสายการบินสามารถทำกำไรสุทธิไปได้ 233 ล้านดอลลาร์
นาย Bob Jordan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของเซาท์เวสต์แอร์ไลน์ส ระบุในแถลงการณ์ว่า ผลประกอบการที่แข็งแกร่งนี้เป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งสำคัญตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการละทิ้งนโยบายอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมอย่างนโยบายกระเป๋าโหลดฟรีสองใบและการเลือกที่นั่งแบบอิสระ (open seating) โดยหันมาเน้นการจำหน่ายตั๋วโดยสารแบบมีที่นั่งเหยียดขาพิเศษ (extra-legroom seats) การทำข้อตกลงจัดจำหน่ายผ่านตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) และแผนการเปิดให้บริการห้องรับรองสนามบิน (lounges) ในอนาคต

นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมแล้ว ทางผู้บริหารระดับสูงยังได้ส่งสัญญาณถึงทิศทางธุรกิจในอนาคต โดยมุ่งเน้นการขยายขอบเขตเครือข่ายเส้นทางบิน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และกลยุทธ์ด้านราคาเพื่อยกระดับศักยภาพในการทำกำไรให้สูงที่สุด รวมถึงแผนการขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศระยะไกล (long-haul international flying) โดยมุ่งเป้าไปยังจุดหมายปลายทางที่มีความต้องการสูงราว 8 ถึง 12 แห่ง
"Our business model now benefits from a broader and more diverse..."
Bob Jordan
การปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของเซาท์เวสต์แอร์ไลน์สถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์สำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-Cost Carrier) รายนี้ เนื่องจากโมเดลแบบดั้งเดิมที่เคยพึ่งพาการไม่เก็บค่าธรรมเนียมกระเป๋าและการไม่มีระบบระบุที่นั่งล่วงหน้าได้กลายเป็นจุดขายหลักมาอย่างยาวนาน การหันมาหารายได้เสริมจากค่าธรรมเนียมต่างๆ และการจับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินงานในอุตสาหกรรมการบินที่สายการบินแบบดั้งเดิมและโลว์คอสต์ต่างต้องปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร
แม้ว่าอุตสาหกรรมสายการบินจะต้องเผชิญกับการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารหลายครั้งติดต่อกัน แต่ข้อมูลจากผู้บริหารระบุว่าความต้องการเดินทางของผู้โดยสารยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคยังคงมีความเต็มใจที่จะจ่ายเงินในราคาที่สูงขึ้นสำหรับการเดินทาง
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น