โรคมาลาเรีย คืออะไร? เช็กอาการ สาเหตุ วิธีป้องกัน
ทำความรู้จักโรคมาลาเรียในยุคการบินข้ามโลก เมื่อยุงพาหะเดินทางมากับเครื่องบิน เช็กอาการ 3 ระยะ สาเหตุ และวิธีป้องกันอย่างปลอดภัย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ยุงพาหะมาลาเรียสามารถเดินทางข้ามโลกผ่านการขนส่งทางอากาศได้
- อาการแบ่งเป็น 3 ระยะหลัก ได้แก่ ระยะหนาวสั่น ระยะไข้สูง และระยะเหงื่อออก
- เชื้อ Plasmodium falciparum ชนิดรุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้หากรักษาล่าช้า
- การป้องกันทำได้โดยทายากันยุง แต่งกายมิดชิด และนอนในมุ้ง
โรคมาลาเรียถือเป็นโรคที่คนไทยคุ้นเคยกันมาเป็นอย่างดี โดยทั่วไปมักพบได้บ่อยในพื้นที่ป่าเขาหรือเขตร้อน ทว่าในยุคปัจจุบันการเดินทางและการขนส่งระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ปรากฏการณ์ยุงติดเครื่องบินสะท้อนให้เห็นว่ายุงพาหะสามารถเดินทางข้ามโลกผ่านการขนส่งทางอากาศ ทำให้ผู้ที่ไม่ได้เดินทางไปพื้นที่ป่าหรือพื้นที่เสี่ยงสูงก็มีโอกาสได้รับเชื้อได้เช่นกัน
หากเปรียบเทียบระหว่างยุงก้นปล่องซึ่งเป็นพาหะนำโรคมาลาเรีย กับยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออก จะพบความแตกต่างที่ชัดเจนดังนี้
- ช่วงเวลาออกหากิน: ยุงก้นปล่องมักออกหากินช่วงพลบค่ำถึงรุ่งเช้า (กลางคืน) ส่วนยุงลายออกหากินช่วงเวลากลางวันเป็นหลัก
- ลักษณะท่าทางขณะเกาะ: ยุงก้นปล่องตูดกระดกขึ้นทำมุม 45 องศากับพื้นผิว ขณะที่ยุงลายตัวจะขนานไปกับพื้นผิวและมีลายขาวสลับดำ
- แหล่งเพาะพันธุ์: ยุงก้นปล่องอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำใส และลำธารในป่า ส่วนยุงลายชอบน้ำขังในภาชนะรอบบ้าน เช่น ยางรถยนต์ และกระถาง
โดยทั่วไปผู้ได้รับเชื้อจะเริ่มแสดงอาการภายใน 7 ถึง 30 วันหลังจากถูกยุงกัด โดยมีลักษณะอาการที่เป็นเอกลักษณ์แบ่งเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้ครับ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สำหรับระยะอาการทั้ง 3 ระยะประกอบด้วย ระยะหนาวสั่น มีอาการหนาวสั่นอย่างรุนแรง ปากสั่น ตัวเกร็ง ผิวหนังลุกเป็นหนังไก่ ระยะเวลาราว 15-60 นาที ต่อมาคือระยะไข้สูง ไข้ขึ้นสูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส หน้าแดง ตัวร้อนจัด ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน ระยะเวลาราว 2-6 ชั่วโมง และปิดท้ายด้วยระยะเหงื่อออก เหงื่อออกซกตามร่างกาย อุณหภูมิร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว รู้สึกอ่อนเพลียและหลับไป
ในมุมมองด้านสาธารณสุขยุคใหม่ ปัญหาแมลงพาหะข้ามถิ่นผ่านการคมนาคมขนส่งสินค้าระหว่างประเทศหรือการบินพลเรือน (Airport Malaria) เป็นความท้าทายที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่อุ่นขึ้นเอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของยุงในพื้นที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีการระบาดมาก่อน การตรวจคัดกรองและการเฝ้าระวังโรคจึงต้องครอบคลุมมากกว่าแค่กลุ่มประชากรที่เดินทางเข้าป่า
"หากเป็นเชื้อชนิดร้ายแรงอย่าง Plasmodium falciparum หากได้รับการรักษาล่าช้า อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น มาลาเรียขึ้นสมอง ภาวะไตวาย หรือภาวะเลือดจางขั้นรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้"
Thairath Lifestyle
เมื่อมีอาการสงสัยควรเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที ไม่ควรซื้อยากินเองโดยเด็ดขาด การตรวจวินิจฉัยแพทย์จะทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อปรสิตใต้กล้องจุลทรรศน์ หรือใช้ชุดตรวจเร็ว (Rapid Diagnostic Test) สำหรับการรักษาจะใช้ยาต้านมาลาเรียขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและความรุนแรง เช่น ยาในกลุ่ม Artemisinin-based Combination Therapy (ACTs) ควบคู่กับการให้สารน้ำทางหลอดเลือดและยาลดไข้
สำหรับการป้องกันตนเองจากโรคมาลาเรียสามารถปฏิบัติได้ตามคำแนะนำเหล่านี้:
- ทายากันยุง: เลือกใช้ยาทากันยุงที่มีส่วนผสมของ DEET หรือ Icaridin เมื่อต้องออกไปนอกบ้านหรือเข้าพื้นที่เสี่ยง
- แต่งกายมิดชิด: สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และเลือกเสื้อผ้าโทนสีสว่าง
- นอนในมุ้ง: สวมมุ้งหรือใช้มุ้งชุบสารเคมีกำจัดยุง โดยเฉพาะเมื่อไปแค้มปิ้งหรืออยู่ในพื้นที่ป่าเขา
- รับยาป้องกันล่วงหน้า: สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดสูง ควรปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าเพื่อรับยาป้องกันก่อนเดินทาง
โรคมาลาเรียแม้จะเป็นโรคที่คนไทยคุ้นเคยมายาวนาน แต่ความเสี่ยงในโลกยุคใหม่สามารถแพร่กระจายผ่านการเดินทางและการขนส่งระหว่างประเทศได้อย่างไม่คาดคิด การสังเกตอาการไข้สูงสลับหนาวสั่นและการรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดคือหัวใจสำคัญในการรักษาอย่างปลอดภัยและทันท่วงที
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น