ข้ามไปเนื้อหาหลัก

วิกฤตชิป AI ดันต้นทุนพุ่ง อุปกรณ์ไอทีราคาถูกสเปกแย่ลง

รูนาร์ บีเยอร์โฮฟเดอ จาก Omdia และ เบน แฮตตัน จาก CCS Insight เผยต้นทุนหน่วยความจำพุ่ง 4-5 เท่า กระทบอุปกรณ์ราคาต่ำกว่า 500 ดอลลาร์

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
29 Aug 2026ที่มา: Thairath Lifestyle4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
วิกฤตชิป AI ดันต้นทุนพุ่ง อุปกรณ์ไอทีราคาถูกสเปกแย่ลง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำปัจจุบันสูงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 4-5 เท่า
  • ผู้ผลิตลดต้นทุนด้วยการใช้ชิ้นส่วนเก่าย้อนกลับไปทำสมาร์ทโฟน 4G
  • ตลาดสมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่า 500 ดอลลาร์ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุด
  • วิกฤตขาดแคลนชิปอาจยืดเยื้อต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 18 เดือนถึงปี 2028

ความคลั่งไคล้ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังส่งแรงกระแทกขนานใหญ่มายังตลาดฮาร์ดแวร์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป รูนาร์ บีเยอร์โฮฟเดอ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Omdia เปิดเผยว่าราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำในปัจจุบันขยับสูงขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันเมื่อราวหนึ่งปีก่อนถึง 4-5 เท่าตัว ส่งผลให้หน่วยความจำกลายเป็นต้นทุนวัสดุกว่าครึ่งหนึ่งของอุปกรณ์ราคาประหยัดบางรุ่น เทียบกับอดีตที่เคยมีสัดส่วนเพียง 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ความกดดันด้านต้นทุนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอุตสาหกรรมนี้ จนบีบให้ผู้ผลิตต้องปรับตัวเพื่อลดผลกระทบต่อผลกำไรของตนเองด้วยการหั่นสเปกชิ้นส่วนลง

ด้าน เบน แฮตตัน นักวิเคราะห์จาก CCS Insight อธิบายเพิ่มเติมว่า กลยุทธ์ที่แบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนหลายรายเลือกใช้ในขณะนี้คือการหันกลับไปผลิตสมาร์ทโฟนที่รองรับเครือข่าย 4G อีกครั้ง เนื่องจากใช้หน่วยความจำน้อยกว่ารุ่น 5G ที่อยู่ในระดับเดียวกัน นอกจากนี้ บางแบรนด์ยังเลือกลดความจุพื้นที่เก็บข้อมูลภายใน เลือกใช้เลนส์กล้องที่ด้อยลง หรือแม้กระทั่งย้อนกลับไปใช้ชิปประมวลผลรุ่นเก่าจากค่าย Qualcomm และ MediaTek แทน

4-5xราคาชิ้นส่วนหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อน
50%สัดส่วนต้นทุนหน่วยความจำในอุปกรณ์ราคาประหยัด
2028ปีที่คาดว่าวิกฤตราคาและชิ้นส่วนจะคลี่คลาย

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้กระจายตัวไม่เท่ากันทั่วทั้งตลาด คอมพิวเตอร์แล็ปท็อประดับไฮเอนด์ยังคงรักษามาตรฐานสเปกและหน่วยความจำเอาไว้ได้ เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้คาดหวังประสิทธิภาพที่สูงสมกับราคา แต่ในตลาดระดับล่าง การลดทอนคุณภาพชิ้นส่วนกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มทุนกว่าอย่างชัดเจน แฮตตันประเมินว่าหากผู้บริโภคกำลังมองหาซื้อสมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อปในงบประมาณต่ำกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16,400 บาท มีโอกาสสูงมากที่จะได้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพลดลงกว่าเดิม สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดระดับกลางถูกบีบอย่างหนัก ขณะที่ผู้ผลิตพยายามผลักดันให้ลูกค้าขยับงบประมาณไปยังกลุ่มสินค้าระดับบนที่มีอัตรากำไรสูงพอจะรองรับต้นทุนชิ้นส่วนที่ทะยานขึ้น

"หากผู้บริโภคมองหาสมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อปในงบต่ำกว่า 500 ดอลลาร์สหรัฐ มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพต่ำลงกว่าเดิม"

เบน แฮตตัน นักวิเคราะห์จาก CCS Insight

สัญญาณการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้เริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขยอดขายของค่ายผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ บีเยอร์โฮฟเดอยยกตัวอย่างกรณีของ Samsung โดยเฉพาะรุ่น Galaxy A16 4G ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่ทำตลาดมานานราว 18 เดือน และยังคงเป็นรุ่นที่ทำยอดขายสูงสุดในทวีปยุโรป ขณะที่ Xiaomi เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลจาก Counterpoint Research และ Omdia ระบุว่ายอดจัดส่งเครื่องของ Xiaomi ในไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ 31.2 ล้านเครื่อง ลดลงถึง 26 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้ Xiaomi กลายเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนในกลุ่มท็อปไฟว์ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เนื่องจากสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของยอดจัดส่งเป็นสมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,600 บาท ขณะที่รายได้รวมของบริษัทในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ลดลงเพียงราว 5 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากการปรับกลยุทธ์หันไปเน้นทำตลาดสินค้าราคาสูงแทน

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

smartphone device repair workspace desk

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงการแย่งชิงทรัพยากรการผลิตระดับมหภาค เมื่อศูนย์ข้อมูลและผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อกว้านซื้อชิปหน่วยความจำและหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ขั้นสูงสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้โรงงานผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ต้องเทน้ำหนักไปที่สินค้ากลุ่มพรีเมียมที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า ประกอบกับข้อจำกัดด้านระยะเวลาการสร้างโรงงานผลิตชิปใหม่ที่ต้องใช้เวลา 2 ถึง 3 ปี ทำให้ห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์ระดับล่างไม่สามารถฟื้นตัวได้ในระยะสั้น ส่งผลให้วงจรชีวิตของอุปกรณ์ไอทีเปลี่ยนไปโดยปริยาย ผู้ใช้จำนวนมากจึงเริ่มหันไปมองหาตลาดเครื่องรีเฟอร์บิช (Refurbished) เป็นทางเลือกทดแทน

เมื่อต้นทุนการผลิตอุปกรณ์ใหม่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตลาดเครื่องมือสองหรือเครื่องรีเฟอร์บิชจึงเติบโตขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าในหลายกรณีสมาร์ทโฟนเรือธงมือสองที่มีอายุ 2 ถึง 3 ปี จะกลับมีราคาจำหน่ายใกล้เคียงกับเครื่องใหม่อมตะสเปกด้อยก็ตาม นักวิเคราะห์จากทั้งสองสำนักเห็นตรงกันว่าปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนนี้จะยังคงดำเนินต่อไปอีกระยะยาว บีเยอร์โฮฟเดอคาดการณ์ว่าระดับราคาชิ้นส่วนจะไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 18 เดือนข้างหน้า ขณะที่แฮตตันประเมินว่าแรงกดดันจะยืดเยื้อไปจนถึงช่วงกลางปี 2028 พร้อมชี้ว่านี่คือปัญหาเชิงระบบที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเทคโนโลยีของผู้คนในระยะยาว

ที่มา: Thairath Lifestyle

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้