ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Meta ล้มแผนใช้ AI แทนพนักงาน 60% หลังเจอแรงต้านหนัก

รอยเตอร์สเผยเมตาเคยรันโปรเจกต์ลับ Project OT ใช้ AI Agent ทำงานแทนพนักงานก่อนล่มไม่เป็นท่า พร้อมปลดจริง 10% หรือ 8,000 คน

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
29 Aug 2026ที่มา: Thairath Lifestyle3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
Meta ล้มแผนใช้ AI แทนพนักงาน 60% หลังเจอแรงต้านหนัก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • เมตาเคยมีแผน Project OT ให้ AI Agent ทำงานแทนพนักงาน
  • ตั้งเป้าลดขนาดบางทีมลงสูงสุดถึง 60 เปอร์เซ็นต์ก่อนสะดุด
  • พนักงานต่อต้านซอฟต์แวร์สอดส่องการพิมพ์และเมาส์เพื่อฝึก AI
  • สุดท้ายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กสั่งระงับแผนและปลดจริง 10%

สำนักข่าวรอยเตอร์สเปิดเผยรายงานเชิงลึกระบุว่า เมตา (Meta) บริษัทแม่ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังอย่างเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เคยดำเนินโครงการลับภายใต้รหัส Project OT ซึ่งย่อมาจาก Organization Transformation มีเป้าหมายหลักในการนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI Agent เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทนพนักงานมนุษย์หลายพันตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่ ทั้งแรงกดดันจากบุคลากรภายในและข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ส่งผลให้ต้องพับแผนการปรับลดพนักงานระลอกใหญ่ในเวลาต่อมา

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2026 ระหว่างการประชุมผู้บริหารระดับสูงประจำปี ณ บ้านพักของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งเมตา ในรัฐฮาวาย โดยมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรให้เป็นแบบ AI-native ให้ AI จัดการงานประจำทั้งหมดโดยมีทีมงานขนาดเล็กคอยควบคุมดูแลพนักงานเสมือนเหล่านี้อีกทอดหนึ่ง

60%เป้าหมายลดพนักงานบางทีม
10%อัตราการปลดพนักงานจริง
8,000จำนวนพนักงานที่ถูกปลด

แผนงานดังกล่าวถูกวางไว้เป็นขั้นตอน โดยมีการแบ่งการปลดพนักงานออกเป็นสองระลอก ครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม และครั้งที่สองในเดือนพฤศจิกายน พร้อมทั้งระงับการเปิดรับตำแหน่งงานใหม่ และคัดพนักงานที่ผลงานต่ำกว่าเกณฑ์ออก เอกสารภายในระบุชัดเจนว่าบางทีมอาจถูกลดขนาดลงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ผ่านกระบวนการเหล่านี้

"ตัวเลข 60 เปอร์เซ็นต์ใช้กับบางสถานการณ์ของบางทีมเท่านั้น ไม่เคยเป็นแผนตัดกำลังคนทั้งบริษัทลง 60 เปอร์เซ็นต์"

แถลงการณ์จาก เมตา

ทางด้านเมตาได้ออกมายอมรับกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า Project OT มีอยู่จริง โดยชี้แจงว่าเป็นความพยายามตลอดทั้งปีในการบริหารต้นทุน ปรับโครงสร้างทีม และโยกย้ายบุคลากรไปทำงานที่มีความสำคัญมากกว่า รวมถึงการผลิตชุดข้อมูลเพื่อนำไปใช้ฝึกโมเดล AI ของบริษัท พร้อมทั้งยืนยันว่าบริษัทไม่เคยมีนโยบายปลดพนักงานทั้งองค์กรถึง 60 เปอร์เซ็นต์ตามที่เป็นข่าว

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

การที่เมตาต้องพับแผน Project OT สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายครั้งใหญ่ในการนำเทคโนโลยี AI มาทดแทนมนุษย์ในองค์กรขนาดใหญ่ แม้ผู้นำจะมีความตั้งใจผลักดันให้องค์กรก้าวสู่ยุค AI-native อย่างรวดเร็ว แต่ปัจจัยด้านมนุษย์และความยินยอมพร้อมใจของพนักงานยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวในการทำงาน

chromebook notebook computer office desk workspace

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้แผนการนี้สะดุดลงมาจากกระแสต่อต้านของพนักงานในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทพยายามติดตั้งซอฟต์แวร์ติดตามการใช้งานเพื่อเก็บสถิติการกดแป้นพิมพ์และการเคลื่อนไหวของเมาส์ นำไปสู่ความกังวลว่าพนักงานกำลังช่วยฝึกระบบที่จะเข้ามาแย่งงานของตนเอง ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2026 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก จึงต้องเรียกประชุมด่วนกับผู้บริหารเพื่อสั่งระงับแผนปรับโครงสร้างระลอกที่สอง ก่อนที่บริษัทจะตัดสินใจปลดพนักงานจริง 10 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นจำนวนราว 8,000 คน

ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ซักเคอร์เบิร์กได้ระบุว่าไม่มีแผนการปลดพนักงานครั้งใหญ่ทั่วทั้งบริษัทอีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ พร้อมทั้งสั่งระงับโครงการติดตั้งซอฟต์แวร์ติดตามการใช้งานคอมพิวเตอร์ และชะลอการพัฒนา AI Agent ลง เพื่อสร้างความมั่นคงและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนสู่พนักงานภายในองค์กร

ที่มา: Thairath Lifestyle

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้