กมธ.ทหารลุยสอบคดียิงวัยรุ่นจะแนะ นราธิวาส วิถีกระสุนจากที่สูง
คณะ กมธ.ทหาร ลุยลงพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ตรวจสอบคดียิงวัยรุ่น สอบปากคำผู้บาดเจ็บและพยาน ยืนยันวิถีกระสุนมาจากที่สูง รอผลพิสูจน์หลักฐาน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- กมธ.ทหารลงพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ตรวจสอบคดียิงวัยรุ่นบาดเจ็บ
- แพทย์ระบุผู้บาดเจ็บถูกกระสุนปืน 1 นัดทะลุจากช่องท้องไปเชิงกราน
- พยานและผู้เสียหายยืนยันตรงกันว่าได้ยินเสียงปืนและเห็นเฮลิคอปเตอร์บินวน
- ตำรวจพบปลอกและหัวกระสุนขนาด 5.56 มม. ส่งตรวจพิสูจน์หลักฐานแล้ว
คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เดินทางลงพื้นที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีวัยรุ่นถูกยิงได้รับบาดเจ็บ โดยเข้าเยี่ยมอาการนายซอและ ผู้บาดเจ็บ ซึ่งแพทย์เจ้าของไข้ได้อธิบายรายละเอียดบาดแผลจากกระสุนปืนขนาด 1 นัด ซึ่งมีร่องรอยเข้าบริเวณช่องท้อง 1 เซนติเมตร และมีรูออกขนาด 2-3 เซนติเมตรใกล้เชิงกราน พร้อมทั้งพบเศษกระสุนขนาด 0.5 เซนติเมตรติดอยู่บริเวณช่วงบาดแผลทางออก ซึ่งเตรียมเข้ารับการผ่าตัดเพื่อนำส่งเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป
จากการสอบถาม นายซอและและพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ยังคงยืนยันว่า ในคืนวันเกิดเหตุมีกลุ่มวัยรุ่นขับขี่รถจักรยานยนต์รวม 3 คัน โดยมีนายมุคลิศ ดอเลาะ อายุ 20 ปี ลูกพี่ลูกน้องนั่งซ้อนท้ายรถคันที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงปืนดังมาจากที่สูงทีละนัด ในขณะที่มีเฮลิคอปเตอร์บินอยู่เหนือศีรษะและไม่มีบุคคลอื่นซุ่มอยู่บริเวณข้างทาง โดยกระสุนดังกล่าวนอกจากจะทะลุผ่านร่างของนายซอและแล้ว ยังทะลุมาถูกน่องขวาของนายมุคลิศที่นั่งซ้อนท้ายอีกด้วย ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินทางไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจะแนะและโรงพยาบาลนราธิวาสตามลำดับ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ต่อมาคณะกมธ. ได้เข้าพบ พ.ต.อ.วีระศักดิ์ เพอแสละ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจะแนะ เพื่อรับฟังรายงานภาพรวมสถานการณ์ โดยในพื้นที่อำเภอจะแนะมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นรวม 10 เหตุการณ์ แบ่งเป็นเหตุระเบิด 5 ครั้ง เหตุเผาทำลาย 3 ครั้ง เหตุทำลายกล้องวงจรปิด 1 ครั้ง และเหตุการณ์วัยรุ่นถูกยิงนับเป็นเหตุที่ 10 ในลำดับ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุลำดับเหตุการณ์ว่า ในคืนวันที่เกิดเหตุ ได้รับแจ้งเหตุระเบิดจึงต้องมีการสกัดกั้นเส้นตามหลักยุทธวิธี ก่อนที่กลุ่มวัยรุ่นทั้ง 4 คนจะขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านด่านตรวจในเวลาประมาณ 21.39 น. ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นและพูดคุยราว 3-4 นาทีเมื่อไม่พบสิ่งผิดกฎหมายจึงปล่อยให้เดินทางต่อ จนกระทั่งเวลาประมาณ 22.07-22.10 น. โรงพยาบาลได้แจ้งว่ามีวัยรุ่นเข้ารับการรักษาเนื่องจากถูกยิง
ในด้านพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุบริเวณเนินโค้งแรกพบปลอกกระสุนขนาด 5.56 มม. จำนวน 3 ปลอก บริเวณโคนต้นยางพารา พบรอยกระสุนบนพื้น รอยบนเหล็กราวกั้น และกองเลือด 2 กอง รวมถึงพบหัวกระสุนขนาด 5.56 มม. สภาพสมบูรณ์ 1 หัวบนเบาะรถของเพื่อนผู้บาดเจ็บ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้แจงว่ากระสุนขนาด 5.56 มม. สามารถใช้งานกับปืนได้หลายประเภท จึงต้องรอผลการตรวจพิสูจน์จากศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 อย่างเป็นทางการเพื่อความแม่นยำ
"นายซอและยังคงยืนยันว่าตนถูกยิงมาจาก ฮ. ซึ่งในขณะเกิดเหตุไม่มีสิ่งใดผ่านยกเว้น ฮ.ของเจ้าหน้าที่ โดได้ยินเสียงปืนยิงมาจากที่สูง ทีละนัดๆ"
ผู้เสียหายและพยานในเหตุการณ์
นอกจากนี้ คณะ กมธ. ได้เดินทางไปพบกับนายนูเซ็ง ลาเต๊ะ ผู้ใหญ่บ้านตำบลช้างเผือก และพยานอีก 3 คน ได้แก่ นายอาดัม กะจิ, นายฮาซัน ลาเต๊ะ และนายมุคลิศ ดอเลาะ เพื่อชี้จุดเกิดเหตุร่องรอยกระสุนบนผิวยางมะตอม ต้นยางพารา และเหล็กกันขอบทางโค้ง ซึ่งมีรูกระสุนทะลุ 2 จุด ลักษณะวงกลมบ่งบอกถึงวิถีกระสุนที่มาจากที่สูง พร้อมกันนี้ ทางคณะกมธ. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ กำลังเร่งติดตามผลการสอบสวนและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามกระบวนการต่อไป
การลงพื้นที่ตรวจสอบของคณะกมธ.ทหารในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการแสวงหาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านสถานการณ์ความมั่นคงและภารกิจซ้อนทับหลายประการ การที่วัตถุพยานทั้งหมดต้องถูกส่งไปตรวจพิสูจน์ที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 เพียงแห่งเดียวท่ามกลางคดีจำนวนมาก ยิ่งทำให้สังคมจับตากระบวนการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายข้อสงสัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น