Homo Faber 2026: มหกรรมงานคราฟท์เวนิสรวมกว่า 500 ศิลปิน
Homo Faber 2026 จัดขึ้นที่เกาะซานจอร์โจ มัดจาเร เวนิส ระหว่างวันที่ 1-30 ก.ย. 2026 ภายใต้แนวคิด An Island of Light โดย Es Devlin นำเสนอ 15 จัดแสดง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Homo Faber 2026 กลับมาจัดที่เวนิส 1-30 ก.ย. 2026
- รวมช่างฝีมือกว่า 500 ชีวิตจากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก
- Es Devlin รับหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ในธีม An Island of Light
- จัดแสดงงานศิลปะผ่าน 15 พื้นที่ที่เน้นการใช้แสงและสถาปัตยกรรม
มหกรรมศิลปะงานคราฟท์ระดับโลก Homo Faber เตรียมกลับมาจัดงานครั้งที่ 4 อย่างยิ่งใหญ่ ณ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี โดยมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ถึง 30 กันยายน 2026 งานในปีนี้ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า An Island_of_Light ซึ่งใช้พื้นที่ทั้งหมดของ Fondazione Giorgio Cini บนเกาะ San Giorgio Maggiore เป็นสถานที่จัดแสดงหลัก
งานครั้งนี้รวบรวมช่างฝีมือและศิลปินงานคราฟท์มากกว่า 500 คน จากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก โดยมี Es Devlin ศิลปินและนักออกแบบชื่อดัง ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ (artistic director) เธอนำเสนอแนวคิดผ่านชุดการจัดแสดงแบบอินสตอลเลชันรวม 15 จุด ที่ออกแบบมาให้ตอบสนองต่อตัวเกาะ สถาปัตยกรรม สวน และความสัมพันธ์กับผืนน้ำในทะเลสาบเวนิสโดยตรง โดยมี แสง เป็นวัสดุหลักที่หมุนเวียนไปตามจุดต่างๆ
แนวคิดหลักของนิทรรศการมุ่งเน้นไปที่ร่างกายและกระบวนการสร้างสรรค์ มากกว่าการจัดแสดงชิ้นงานสำเร็จรูปบนแท่นวางแบบทั่วไป เส้นทางการชมงานเริ่มต้นจากเงื่อนไขของการผลิต เช่น มือของช่าง เวิร์กช็อป การผ่านไปของเวลา และความรู้เชิงกายภาพในการจัดการกับวัสดุ โดยมีห้องจัดแสดงอย่าง An Index of Artisans ที่นำเสนอภาพถ่ายบุคคลขาวดำของช่างฝีมือผู้สร้างสรรค์ผลงาน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในส่วนของการจัดแสดงอื่นๆ เช่น A Full Moon Rising ที่จัดบริเวณอดีตสระว่ายน้ำ Piscina Gandini นำเอาน้ำมาเป็นองค์ประกอบศูนย์กลาง พร้อมโครงสร้างครึ่งวงจรที่ยกตัวขึ้นจากสระ ขณะที่ A Rooted Ascent จัดแสดงงานไม้และวัสดุธรรมชาติร่วมกับการสาธิตการทำงานสดๆ จากช่างฝีมือ นอกจากนี้ยังมีผลงานไฮไลต์อย่าง A Great Turning ในระเบียงทางเดินนักบวชพัลลาดิโอ ซึ่งใช้สระน้ำยาวสะท้อนซุ้มโค้งและกระจกเงาเคลื่อนไหวได้ตามแสงอาทิตย์
"An Island of Light organizes 700 works through a series of changing environments."
Es Devlin
การนำเสนอผลงานคราฟท์โดยเชื่อมโยงกับบริบทสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์และธรรมชาติรอบตัว เช่น เกาะ San Giorgio Maggiore ในเวนิส ช่วยยกระดับคุณค่าของงานฝีมือให้หลุดพ้นจากการเป็นเพียงวัตถุสะสม ไปสู่ประสบการณ์เชิงพื้นที่ที่ผู้ชมสามารถรับรู้ถึงกระบวนการทางจิตวิญญาณและเวลาที่ใส่ลงไปในชิ้นงานแต่ละชิ้น
ปิดท้ายเส้นทางการจัดแสดงด้วยผลงาน Twenty Silent Songs ในระเบียงทางเดินต้นไซเปรัส ซึ่งประกอบด้วยแผงทรงสี่เหลี่ยม 20 แผง ได้รับแรงบันดาลใจจากคลื่นเสียงของระฆังในจินตนาการ 20 ใบ แปลงเสียงให้กลายเป็นรูปทรงผ่านฝีมือของช่างจาก 5 ทวีป ก่อนที่ผู้ชมจะเดินทางไปสิ้นสุดที่เขาวงกต Borges Labyrinth
ที่มา: designboom
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น