ผอ.JIC ไทย จี้กัมพูชาเปิดหลักฐาน ปมระเบิด MK-84
พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผอ.JIC ไทย ท้ากัมพูชาเปิดหลักฐานทางการ กรณีกล่าวหาไทยใช้ระเบิด MK-84 ระเบิดคลัสเตอร์ และอาวุธเคมี เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ผอ.JIC ไทยโต้กัมพูชาปมกล่าวหาไทยใช้อาวุธหนักและอาวุธเคมี
- ระบุการเข้าร่วมรับฟังข้อมูลของผู้สังเกตการณ์ไม่ได้หมายถึงการรับรอง
- ท้าให้นำรายงานอย่างเป็นทางการของ AOT ออกมาเปิดเผยต่อประชาคมโลก
- ย้ำไทยไม่ต้องการชนะสงครามคำพูดแต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงเป็นเครื่องพิสูจน์
สถานการณ์ความตึงชายแดนยังคงดุเดือด เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือ ผอ.JIC ได้ออกมาแถลงการณ์ตอบโต้กรณีนายเฮง รัตนา ผู้แทนรัฐบาลรักษาการและผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา หรือ CMAC ที่ได้ให้สัมภาษณ์อ้างว่า คณะ AOT และผู้ช่วยทูตทหารได้รับทราบความเสียหายจากกรณีที่ประเทศไทยใช้อาวุธหนักอย่างระเบิด MK-84 ระเบิดคลัสเตอร์ รวมถึงอาวุธเคมีในการโจมตี
ทางด้าน ผอ.JIC ของไทยได้ออกมาเน้นย้ำถึงข้อเท็จจริงที่ต้องทำความเข้าใจใหม่ให้ถูกต้องว่า การที่คณะ AOT และผู้ช่วยทูตทหารเดินทางไปรับฟังข้อมูลนั้น เป็นคนละเรื่องกับการที่บุคคลหรือคณะดังกล่าวจะทำหน้าที่รับรองความถูกต้องของข้อมูลทั้งหมด พร้อมทั้งท้าทายให้ทางฝ่ายกัมพูชานำรายงานอย่างเป็นทางการของ AOT ออกมาเปิดเผยให้ประชาคมระหว่างประเทศได้ร่วมกันตรวจสอบอย่างโปร่งใส

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
พล.อ.อ.ประภาส ได้กล่าวเน้นย้ำถึงหลักการสากลในการสังเกตการณ์และตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยระบุว่าการเข้าร่วมรับฟังไม่ได้แปลว่าเห็นชอบ และการสังเกตการณ์ก็ไม่ได้เท่ากับการตรวจสอบยืนยันความถูกต้องแต่อย่างใด ดังนั้นการนำเอาการเข้าร่วมของผู้สังเกตการณ์ไปตีความว่าเป็นการรับรองข้อกล่าวหานั้นจึงไม่ถูกต้องตามหลักการสากล
กรณีข้อพิพาทเรื่องการใช้อาวุธหนักและสารเคมีระหว่างประเทศถือเป็นประเด็นอ่อนไหวระดับนานาชาติที่ต้องอาศัยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบจากองค์กรอิสระที่เป็นกลาง การที่ฝ่ายไทยออกมาจี้ให้เปิดหลักฐานและรายงานอย่างเป็นทางการจึงเป็นยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก พร้อมทั้งป้องกันการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารที่อาจเกิดขึ้นจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในภาวะวิกฤต
นอกจากนี้ ผอ.JIC ยังได้กล่าวเสริมถึงท่าทีของประเทศไทยในสถานการณ์ดังกล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้มีความต้องการที่จะชนะในสงครามน้ำลายหรือสงครามคำพูดแต่อย่างใด แต่มีความมุ่งมั่นที่จะให้ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้เป็นฝ่ายชนะในท้ายที่สุด โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตี ซึ่งจำเป็นต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงรอบด้านอย่างโปร่งใส
"Attendance is not endorsement. Observation is not verification."
พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น