เจาะลึกภาวะ Burnout: เมื่อความสำเร็จพังทลายในวัย 30
เรื่องราวของ โจ ฮูเปอร์ ที่ไต่เต้าจนได้งานในฝันตอนอายุ 30 ปี แต่ต้องเผชิญภาวะหมดไฟขั้นรุนแรง พร้อมสถิติและมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- โจ ฮูเปอร์ อดีตนักสื่อสารองค์กรเผชิญภาวะหมดไฟและป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหลังได้งานในฝัน
- องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามภาวะหมดไฟว่าเป็นภาวะหมดแรงทางกายและอารมณ์จากความเครียดสะสม
- สถิติชี้อังกฤษสูญเสียวันทำงานถึง 22 ล้านวันในปี 2024-25 เนื่องจากความเครียดจากการทำงาน
- ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าคนกลุ่มสมบูรณ์แบบนิยมและคนที่ทุ่มเทเกินร้อยมีความเสี่ยงเผชิญปัญหานี้มากที่สุด
การไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นและการได้รับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นคือเป้าหมายในวัย 20 กว่าปีของ โจ ฮูเปอร์ (Jo Hooper) อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร เธอยอมรับว่าเธอชื่นชอบการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีเยี่ยมและคว้าทุกโอกาสที่เข้ามา แต่ทว่าหลังจากเธอสามารถคว้าตำแหน่งงานในฝันมาครองได้ตอนอายุ 30 ปี เธอกลับต้องเผชิญกับภาวะหมดไฟ (Burnout) จนต้องหยุดพักงานและล้มป่วยลงถึงสองครั้งภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี
โจเล่าถึงความรู้สึกในช่วงที่เกิดอาการว่า ร่างกายและจิตใจของเธอบังคับให้ต้องหยุดพักอย่างแท้จริง เธอนึกถึงความรู้สึกที่สมองทำงานช้าลง ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ยากลำบาก ราวกับมีคนกดสวิตช์ปิดการทำงานและสมองของเธอพังทลายลงไปเฉยๆ ซึ่งอาการดังกล่าวส่งผลให้เธอนอนไม่หลับและรู้สึกคลื่นไส้ทุกครั้งที่แปรงฟัน จนในท้ายที่สุดเธอก็ตัดสินใจลาออกจากเส้นทางอาชีพเดิมและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรควิตกกังวลและซึมเศร้า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ภาวะหมดไฟได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นภาวะเหนื่อยล้าทางร่างกายและอารมณ์จากความเครียดสะสมที่ยังไม่ได้รับการจัดการ ขณะที่สถิติล่าสุดระบุว่า ในปี 2024-25 สหราชอาณาจักรสูญเสียวันทำงานไปถึง 22 ล้านวันเนื่องจากความเครียดที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน นอกจากนี้ ข้อมูลจากองค์กรการกุศล Mental Health UK ยังเปิดเผยว่า แรงงานรุ่นใหม่อายุ 18 ถึง 24 ปี จำนวนสองในห้าคนต้องลาหยุดงานในปี 2025 เนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดจากความเครียด
"คุณลักษณะเดียวกันที่ทำให้คุณได้เลื่อนตำแหน่ง ก็คือสิ่งเดียวกันที่ทำให้คุณหมดไฟเช่นกัน น่าเสียดายที่เป็นแบบนั้น"
ดร.จิลล์ วิลเลียมส์ (Dr Jill Williams)
ด้าน ดร.จิลล์ วิลเลียมส์ (Dr Jill Williams) นักจิตวิทยาและโค้ชธุรกิจในทางตอนเหนือของเวลส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานร่วมกับผู้ประสบภาวะหมดไฟ ระบุว่า กลุ่มคนที่รักความสมบูรณ์แบบหรือคนที่มักจะทุ่มเททำงานเกินกว่าหน้าที่มักจะมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับปัญหานี้มากกว่าคนกลุ่มอื่น ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ เอมี เดวีส์ (Amy Davies) จาก Public Health Wales ที่อธิบายความแตกต่างระหว่างความเครียดกับภาวะหมดไฟว่า ความเครียดให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ แต่ภาวะหมดไฟให้ความรู้สึกเหมือนไม่มีแรงเหลือแม้แต่จะว่ายน้ำต่อไปแล้ว
ภาวะหมดไฟ (Burnout) แม้จะไม่ได้รับการจัดประเภทจากองค์การอนามัยโลกให้เป็นโรคทางจิตเวชโดยตรง แต่ความเข้าใจผิดที่ว่ามันเป็นสิ่งเดียวกับภาวะซึมเศร้าหรือความเครียดทั่วไปอาจนำไปสู่การละเลยการรักษาที่ถูกต้อง ความกดดันจากวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นเพิ่มผลผลิตสูงสุด (Productivity Culture) ในปัจจุบันกลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ทำงานหนักขึ้นจนละเลยสมดุลในชีวิต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมผ่อนคลายปลายเหตุ แต่ต้องแก้ที่ต้นตอ เช่น ภาระงานที่ไม่สมเหตุสมผลและสัญญาจ้างที่ไม่มั่นคง
ปัญหาดังกล่าวยังลามไปถึงภาคส่วนอื่นๆ เช่น สหภาพแรงงานของผดุงครรภ์และครูที่ออกมาสะท้อนเสียงกังวลว่า บุคลากรจำนวนมากกำลังเผชิญกับสภาวะหมดไฟจนต้องลาออกจากอาชีพ ขณะที่ ลอร่า โดเอล (Laura Doel) จาก Trade Union Congress Cymru ระบุว่า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าความเครียดคือความเสี่ยงอันดับหนึ่งในการทำงาน ซึ่งสูงกว่าอันตรายดั้งเดิมอย่างการสัมผัสสารเคมีหรือการทำงานบนที่สูงเสียอีก ทางด้านรัฐบาลเวลส์ระบุว่ากำลังร่วมมือกับนายจ้างและสหภาพแรงงานเพื่อลดแรงกดดันและสนับสนุนสุขภาพจิตของพนักงานอย่างเหมาะสม
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น