EU และ NATO จ่อเพิ่มแรงกดดันรัสเซีย หลังโดรนโจมตีสนามบินเยอรมนี
ผู้นำ EU และ NATO ให้คำมั่นเพิ่มมาตรการกดดันรัสเซีย หลังเยอรมนีพบหลักฐานรัสเซียเบื้องหลังเหตุโดรนโจมตีสนามบิน Leipzig เมื่อ 4 ส.ค. 2026

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- EU และ NATO ประณามรัสเซียหลังเหตุโดรนโจมตีสนามบิน Leipzig ในเยอรมนี
- เยอรมนีสั่งปิดสถานกงสุลรัสเซียในเมืองบอนน์และสถาบันวัฒนธรรม Russian House
- หลายชาติ EU จ่อเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรและจำกัดวีซ่าพลเมืองรัสเซีย
- เกิดเหตุวินาศกรรมโครงสร้างพื้นฐานหลายจุดในเยอรมนีและโปแลนด์พร้อมกัน
ผู้นำระดับสูงขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) และคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ออกมาเตือนถึงท่าทีของรัสเซียที่มีความประมาทและก้าวร้าวมากยิ่งขึ้น โดยประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้ต่อสิ่งที่เรียกว่าความปกติรูปแบบใหม่ (new normal) หลังจากเกิดเหตุการณ์ตึงเครียดครั้งล่าสุดในทวีปยุโรป
อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่าเหตุการณ์ที่เมืองไลพ์ซิกถือเป็นการยกระดับความรุนแรงครั้งใหม่บนแผ่นดินสหภาพยุโรปที่มีรัสเซียเป็นผู้บงการโดยตรง คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากทางการเยอรมนีเปิดเผยผลการสอบสวนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า รัสเซียอยู่เบื้องหลังความพยายามใช้โดรนบรรจุวัตถุระเบิดพุ่งเป้าโจมตีเครื่องบินขนส่งสินค้าของยูเครนที่สนามบินไลพ์ซิก/ฮัลเลอ (Leipzig/Halle) เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา
จากรายงานการสืบสวนพบว่า โดรนลำแรกถูกทำลายด้วยหุ่นยนต์เก็บกู้ระเบิด ขณะที่โดรนลำที่สองพุ่งชนเครื่องบินขนส่งสินค้าอีกคัน และพบโดรนลำที่สามในอีก 10 วันต่อมา ณ สนามบินดังกล่าว ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของนาโตและมักถูกใช้งานโดยเครื่องบินขนส่งแอนโทนอฟ (Antonov) ของยูเครน ทางการเยอรมนีระบุว่าชิ้นส่วนและตัวจุดชนวนของโดรนมีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการลูกผสม (hybrid operations) ของรัสเซียในอดีต พร้อมทั้งระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ 2 ราย ได้แก่ ชาวเบลารุสถือพาสปอร์ตัสเซียที่เข้าประเทศด้วยวีซ่าท่องเที่ยว และผู้ต้องสงสัยอีกรายที่ถือพาสปอร์ตลัตเวียและรัสเซีย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"Leipzig marks a new escalation on European Union soil directly attributed to Russia"
เพื่อเป็นการตอบโต้เหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลเบอร์ลินประกาศปิดสถานกงสุลรัสเซียประจำเมืองบอนน์ รวมถึงสถาบันวัฒนธรรม Russian House ในกรุงเบอร์ลิน ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของเครมลิน ด้านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการ อเล็กซานเดอร์ กรุชโก (Alexander Grushko) ตอบคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการตัดความสัมพันธ์ทางการทูตว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ในขณะนี้ยังให้โอกาสกับการทูตอยู่
เหตุการณ์โดรนโจมตีสนามบินและการก่อวินาศกรรมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในเยอรมนีและโปแลนด์สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่แนวหน้าในสนามรบยูเครน แต่ได้ขยายขอบเขตมาสู่การทำสงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) ในดินแดนยุโรปตะวันตก การที่สหภาพยุโรปและนาโตพยายามใช้มาตรการทางกฎหมาย การจำกัดวีซ่า และการผลักดันให้นำสินทรัพย์รัสเซียที่ถูกแช่แข็งมาใช้ฟื้นฟูยูเครน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมืองให้กับรัสเซีย แม้จะต้องเผชิญข้อจำกัดทางกฎหมายจากประเทศสมาชิกบางประเทศก็ตาม
นอกจากเหตุการณ์ที่สนามบินแล้ว ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมายังเกิดเหตุวินาศกรรมโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายจุดในเยอรมนี รวมถึงการโจมตีสถานีไฟฟ้าย่อยสองแห่งทางตะวันออกและตะวันตกใกล้เมืองโคโลญจน์ ซึ่งทำให้สายส่งไฟฟ้าแรงสูงเสียหายและส่งผลให้โรงไฟฟ้าถ่านหินหลายแห่งต้องหยุดทำงาน ขณะเดียวกัน นิตยสารและสำนักข่าวต่างๆ ยังรายงานเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตโดรนรบในโปแลนด์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีโดนัลด์ ทุสค์ ระบุว่าเป็นฝีมือของการลอบวางเพลิงและวินาศกรรมเช่นกัน
ที่มา: BBC World
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น