กล้วยไม่ได้ทำลายสารอาหารในสมูทอดี: ไขข้อข้องใจความเข้าใจผิดบนโซเชียล
สรุปงานวิจัยเบื้องหลังความเชื่อเรื่องกล้วยลดสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จริงแล้วส่งผลกับสารเฉพาะตัวในโกโก้เท่านั้น ไม่ได้ทำลายประโยชน์ทั้งหมดของผลไม้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ความเชื่อเรื่องกล้วยทำลายสารต้านอนุมูลอิสระมาจากงานวิจัยในปี 2023
- งานวิจัยศึกษาปฏิกิริยาระหว่างเอนไซม์ PPO ในกล้วยกับสาร epicatechin ในโกโก้
- กล้วยไม่ได้ทำลายสารอาหารหรือวิตามินอื่น ๆ เช่น วิตามินบี 6 วิตามินซี หรือไฟเบอร์
- หากต้องการสาร flavon-3-ols เพิ่ม ควรดื่มชาเขียวหรือชาดำแทนการกังวลเรื่องสมูทอดี
การใส่กล้วยลงไปในสมูทอดีแก้วโปรดเพื่อเพิ่มความหวานและเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มคือสิ่งที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ ดร. รอนดา แพทริค (Rhonda Patrick) กลับออกมาบอกผู้ติดตามของเธอว่าเธอหลีกเลี่ยงการใส่กล้วยลงในสมูทอดี เนื่องจากเกรงว่ามันจะไปทำลายสารโพลีฟีนอลจากบลูเบอร์รี่ ความเชื่อนี้กลายเป็นกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดียเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ข้อเท็จจริงดั้งเดิมกลับถูกตีความเกินจริงไปมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปดูที่มาของความเข้าใจผิดนี้และสิ่งที่ท่านต้องรู้จริง ๆ
แนวคิดเรื่องการหลีกเลี่ยงกล้วยในสมูทอดีเริ่มต้นขึ้นในปี 2023 เมื่อมีการตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร Food & Function ซึ่งพบว่ากล้วยสามารถลดการดูดซึมสาร flavon-3-ols ในสมูทอดีได้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของกล้วยหรือสมูทอดีโดยรวม แต่เป็นการเจาะลึกคำถามทางชีวเคมีเฉพาะเจาะจงว่า เอนไซม์ในกล้วยทำปฏิกิริยากับสารต้านอนุมูลอิสระประเภทหนึ่งที่พบในสารสกัดจากโกโก้หรือไม่ (ควรสังเกตว่าวิดีโอของ ดร. รอนดา แพทริค มุ่งเน้นไปที่โพลีฟีนอลในบลูเบอร์รี่ ซึ่งไม่ได้ถูกนำมาทดสอบในงานวิจัยนี้)
ในงานวิจัยดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดสอบกับอาสาสมัครชายสุขภาพดีจำนวน 8 คนจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเดวิส โดยให้รับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่แตกต่างกันในแต่ละวัน ได้แก่ สมูทอดีกล้วยผสมนมอัลมอนด์และสารสกัดจากโกโก้, สมูทอดีเบอร์รี่ผสมสารสกัดจากโกโก้ (สตรอเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, แบล็กเบอร์รี่, ราสเบอร์รี่), และนมหนึ่งแก้วร่วมกับแคปซูลสารสกัดจากโกโก้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าเอนไซม์โพลีฟีนอลออกซิเดส (PPO) ที่อยู่ในกล้วยส่งผลต่อระดับสาร (-)-epicatechin ซึ่งเป็นสาร flavon-3-ols ชนิดหนึ่งที่มาจากโกโก้
ผลการตรวจเลือดพบว่าระดับสารดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นหลังจากดื่มสมูทอดีเบอร์รี่หรือทานแคปซูลกับนม แต่กลับไม่เพิ่มขึ้นหลังจากดื่มสมูทอดีกล้วย นั่นแสดงว่าเอนไซม์ PPO ในกล้วยได้ทำลายสาร epicatechin ที่อยู่ในโกโก้ไปมากในขณะที่ส่วนผสมอยู่ในแก้วและในกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้ทดสอบสมูทอดีเบอร์รี่ที่ใส่กล้วยเพิ่มเข้าไป และไม่ได้ทดสอบระดับสารต้านอนุมูลอิสระจากเบอร์รี่เลย พวกเขาดูเฉพาะปฏิกิริยาเคมีระหว่าง PPO จากกล้วยกับ epicatechin จากโกโก้เท่านั้น
การทำความเข้าใจบริบททางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญ ปฏิกิริยาของเอนไซม์ PPO (Polyphenol Oxidase) เป็นกลไกธรรมชาติที่พบได้ในผลไม้หลายชนิดเมื่อเนื้อสัมผัสถูกตัดหรือปั่น การที่งานวิจัยทดลองกับสารสกัดจากโกโก้ไม่ได้หมายความว่าสารอาหารทั้งหมดในผลไม้อื่น ๆ จะถูกทำลายไปด้วย การตื่นตระหนกจากข้อมูลวิทยาศาสตร์ชิ้นเดียวโดยขาดบริบทจึงมักทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโภชนาการในชีวิตประจำวัน
คำถามคือ หากเอนไซม์ในกล้วยลดการดูดซึมสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มนี้ได้ แล้วมันสำคัญอย่างไร? ในเมื่อเราดื่มสมูทอดีเพื่อรับประทานผลไม้และเติมพลังงานในมื้อเช้า ไม่ได้ดื่มเพื่อหวังสาร flavon-3-ols เป็นหลัก กล้วยยังคงให้ไฟเบอร์ คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 6 (20% ของความต้องการรายวัน), วิตามินซี (17%) และแมกนีเซียม (8%) รวมถึงน้ำตาลธรรมชาติที่ดีกว่าการใช้ไขมันอย่างอะโวคาโดสำหรับผู้ที่ต้องการรสชาติหวาน
หากคุณต้องการรับประทานสาร flavon-3-ols ให้ได้ตามคำแนะนำของสถาบันโภชนาการและการกำหนดอาหาร (AND) ที่กำหนดไว้ที่อย่างน้อย 400 มิลลิกรัมต่อวัน วิธีที่ดีที่สุดคือการดื่มชา โดยชาเขียวเพียง 10 ออนซ์ (ประมาณ 2 ถ้วยเล็ก) หรือชาดำ 12 ออนซ์ ก็สามารถให้ปริมาณดังกล่าวได้แล้ว ในขณะที่เบอร์รี่มีสารนี้น้อยกว่ามาก เช่น ต้องทานบลูเบอร์รี่ถึง 40 ถ้วยจึงจะได้ปริมาณเท่ากับชาเขียว 2 ถ้วยดังกล่าว และทางสถาบันยังแนะนำด้วยว่าไม่ควรรับประทานสารนี้ในรูปแบบอาหารเสริม เนื่องจากสารสกัดจากชาเขียวอาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะและเป็นพิษต่อตับในปริมาณมาก
ที่มา: Lifehacker
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น