ข้ามไปเนื้อหาหลัก

ถอดรหัสจีโนมไทย: วินิจฉัยโรคหายากจาก 5 ปี เหลือ 5 วัน

ศ.นพ.วรศักดิ์ เผยความสำเร็จเทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมยุคใหม่ในงาน Techsauce Global Summit 2026 พร้อมผลักดันเข้าสู่ระบบสิทธิประโยชน์ไทย

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
04 Sep 2026ที่มา: Techsauce4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
ถอดรหัสจีโนมไทย: วินิจฉัยโรคหายากจาก 5 ปี เหลือ 5 วัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • เทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมยุคใหม่ (NGS) ย่นระยะเวลาวินิจฉัยโรคหายากจาก 4-5 ปีเหลือเพียง 5 วัน
  • โรคหายากรวมกันกว่า 7,000 โรค ส่งผลกระทบต่อประชากรไทยราว 5% หรือราว 2 ถึง 3.5 ล้านคน
  • จุฬาฯ ผนึกกำลัง 9 ศูนย์การแพทย์ทั่วไทยและ 8 ประเทศเอเชียแปซิฟิกในเครือข่าย INSPIRE Consortium
  • ความท้าทายสำคัญคือการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เข้าด้วยกันภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

เรื่องราวของเด็กสองคนที่เกิดในปีเดียวกันแต่เผชิญชะตากรรมต่างกันอย่างสิ้นเชิง สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการแพทย์ล้ำสมัย Freddie เด็กชายชาวสหราชอาณาจักรได้รับการตรวจคัดกรองจีโนมตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ทำให้แพทย์พบก้อนเนื้อมะเร็งจอตา (Retinoblastoma) ขนาดเล็กและรักษาการมองเห็นไว้ได้ทัน ในขณะที่เด็กหญิงไทยรายหนึ่งเดินทางมาพบแพทย์ด้วยวัย 1 ปี 7 เดือน พร้อมก้อนเนื้อขนาดใหญ่ในดวงตาทั้งสองข้าง จนต้องสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างเพื่อรักษาชีวิต

ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้บอกเล่าเคสตัวอย่างนี้บนเวทีเสวนา Advancing Precision Diagnostics to Enable a National Rare Diseases Policy for Thailand ในงาน Techsauce Global Summit 2026 โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ดร.ปนัดดา เทพอัคศร นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และคุณโสมรสา พงษ์เพิ่มพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Health at Home ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

ประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามท่านเห็นตรงกันคือ ประเทศไทยมีความพร้อมด้านเครื่องมือและห้องปฏิบัติการมาตรฐานสูงแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดคือเส้นทางระบบเดียวที่ร้อยเรียงบริการเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการวินิจฉัยได้ตั้งแต่เริ่มมีอาการ หรือดีที่สุดคือการคัดกรองก่อนแสดงอาการ

5 วันเวลาในการวินิจฉัยโรคด้วย NGS
7,000+จำนวนโรคหายากทั้งหมด
5%สัดส่วนประชากรไทยที่ได้รับผลกระทบ

เมื่อถูกตั้งคำถามจากผู้กำหนดนโยบายถึงความคุ้มค่าในการทุ่มทรัพยากรให้กับโรคหายาก ศ.นพ.วรศักดิ์ ได้แจกแจงเหตุผลสำคัญสามประการ ประการแรกคือเมื่อรวมโรคหายากกว่า 7,000 ชนิดเข้าด้วยกัน สัดส่วนผู้ป่วยทั่วโลกจะอยู่ที่ราว 3.5 ถึง 5.9% หรืออย่างน้อย 300 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าผู้ติดเชื้อ HIV ถึงเจ็ดเท่า สำหรับประเทศไทยตัวเลขนี้อยู่ที่ประมาณ 5% หรือราว 2 ถึง 3.5 ล้านคน ประการที่สองคือ 70 ถึง 80% ของโรคหายากมีสาเหตุจากพันธุกรรม ซึ่งในอดีตผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลอาจต้องใช้เวลานานถึง 5 ถึง 10 ปี หรือเสียชีวิตก่อนทราบโรค ประการสุดท้ายคือความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Next-Generation Sequencing (NGS) ที่ทำให้แพทย์ระบุความผิดปกติในระดับยีนได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

"ผมไม่คิดว่าการเกิดบนแผ่นดินไทยเป็นความผิดของเด็กคนนี้ เราจึงต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะเทคโนโลยีที่สร้างความต่างนั้นมีอยู่แล้ว เหลือแค่เอามาใช้"

ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์

business conference speaker presentation screen daytime Thailand university

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

ตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจนคือ ทารกอายุหนึ่งเดือนที่ถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในสภาพหมดสติและเกือบเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ทีมแพทย์ได้ทำการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งชุดและพบภายในห้าวันว่าเป็นภาวะพร่องโคบาลามินซี ซึ่งเป็นความผิดปกติของการเผาผลาญวิตามินบี 12 หลังได้รับการรักษาที่จำเพาะ ทารกรายนี้สามารถกลับมามีพัฒนาการตามวัยได้เมื่ออายุสี่เดือน

การนำเทคโนโลยีถอดรหัสจีโนมมาใช้ในระดับประเทศถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากระบบการรักษาแบบตั้งรับไปสู่การแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine) โดยความท้าทายหลักไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนเครื่องมือที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่อยู่ที่การบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานและการพิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขผ่านกระบวนการ HTA เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระบบหลักประกันสุขภาพ

เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึง ทีมงานได้จัดตั้งเครือข่ายโรคหายากและโรคที่วินิจฉัยไม่ได้ของประเทศไทย เชื่อมโยงศูนย์การแพทย์หลักเก้าแห่งทั่วประเทศให้สามารถส่งตัวอย่างเลือดมาวิเคราะห์ได้ นอกจากนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ยังมีการเปิดตัว International Nanopore Sequencing Partnership for Rare Disease Engagement (INSPIRE) Consortium ที่กรุงเทพฯ รวมสถาบันจากแปดประเทศในเอเชียแปซิฟิกเข้าด้วยกัน

ในส่วนของการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ภายหลังจากที่ทีมงานได้ดำเนินงานวิจัยเสร็จสิ้นในทุกระดับแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (HTA) เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการนี้มีความคุ้มค่าต่อการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน และเปิดทางให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยขั้นสูงนี้ได้ผ่านสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในอนาคตอันใกล้

ที่มา: Techsauce

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้