Chelsea 2026: เจาะลึกตลาดซัมเมอร์สุดเดือด 50 ดีล 39 ผู้เล่น
เชลซีทุ่ม 349 ล้านปอนด์คว้งนักเตะใหม่ 11 ราย แต่ปล่อยออกถึง 39 คน สร้างกำไรจากการซื้อขายและทำสถิติโลกด้วยรายได้กว่า 500 ล้านปอนด์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เชลซีปล่อยผู้เล่นออกจากทีมรวมถึง 39 คนในตลาดซัมเมอร์นี้ พร้อมทำกำไรจากการซื้อขาย
- สโมสรทุ่มเงิน 349 ล้านปอนด์ซื้อนักเตะใหม่ 11 ราย เช่น มอร์กัน โรเจอร์ส และเอมิเลียโน มาร์ติเนซ
- รายได้จากการปล่อยผู้เล่นรวมค่าธรรมเนียมยืมตัวอาจสูงกว่า 500 ล้านปอนด์ สร้างสถิติโลกใหม่
- ทีมชุดใหญ่ยังคงมีผู้เล่นเหลืออยู่ในสโมสรมากถึง 30 คนหลังผ่านช่วงตลาดนักเตะ
นับตั้งแต่การเปลี่ยนมือเจ้าของสโมสรจากโรมัน อับราโมวิช มาสู่ยุคของท็อดด์ โบห์ลี และ Clearlake Capital เชลซีมักตกเป็นข่าวใหญ่ในตลาดซื้อขายนักเตะเสมอ และในช่วงซัมเมอร์ล่าสุดนี้พวกเขาก็สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการทำธุรกรรมรวมกันสูงถึง 50 ดีล โดยแบ่งเป็นการดึงผู้เล่นใหม่เข้ามา 11 คน ด้วยมูลค่ารวม 349 ล้านปอนด์ ซึ่งรวมถึงชื่อของ มอร์กัน โรเจอร์ส, 막상스 라크루와 และเอมิเลียโน มาร์ติเนซ แต่จุดที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงในรอบนี้คือความสามารถในการทำกำไรจากการปล่อยตัวผู้เล่นออกจากทีม
ตัวเลขภายในของสโมสรระบุว่าเชลซีสามารถกวาดรายได้จากการขายและปล่อยยืมผู้เล่นรวมกันมากกว่า 500 ล้านปอนด์ ซึ่งหากนับรวมค่าธรรมเนียมการยืมตัวและเงื่อนไขต่างๆ จะทำให้พวกเขากลายเป็นสโมสรที่ทำรายได้จากการขายผู้เล่นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในวงการฟุตบอลยุโรป ขณะที่การคำนวณจาก พอล แมคโดนัลด์ ผู้ก่อตั้ง FootballTransfers.com สำหรับสำนักข่าว BBC Sport ประเมินยอดซื้อไว้ที่ 349 ล้านปอนด์ และยอดขายไว้ที่ 382 ล้านปอนด์ โดยยังไม่รวมเงื่อนไขออปชันซื้อขาดในอนาคต ทำให้เชลซีประเมินว่าพวกเขาทำกำไรจากตลาดรอบนี้ได้ราว 120 ล้านปอนด์
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับการปล่อยตัวผู้เล่นรวมกันถึง 39 คน โดยแบ่งเป็นการขายขาด 17 คน และปล่อยยืมตัวอีก 22 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 4 คนที่มีออปชันหรือข้อผูกมัดในการซื้อขาดรวมมูลค่ากว่า 140 ล้านปอนด์ ส่งผลให้ทีมยังมีผู้เล่นในขุมกำลังชุดใหญ่เหลืออยู่ถึง 30 คน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารเกิดขึ้นก็ตาม และที่ดีลระดับบิ๊กก็คือการขาย เอ็นโซ เฟอร์นานเดซ ไปให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 125 ล้านปอนด์ ทาบสถิติสูงสุดของเกาะอังกฤษ ขณะที่ นิโคลัส แจ็คสัน ย้ายไปแอสตัน วิลลา ด้วยค่าตัว 65 ล้านปอนด์ และมาร์ค กูกูเรยา ย้ายซบเรอัล มาดริด ในราคา 51.8 ล้านปอนด์ นอกจากนี้ยังมีดีลขายหรือปล่อยยืมที่มีมูลค่าสูงเกิน 40 ล้านปอนด์อีกหลายราย เช่น มิไคโล มูดริก ที่ย้ายไปท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ด้วยออปชัน 75 ล้านปอนด์ และอเลฮานโดร การ์นาโช ที่ย้ายไปวิลลาด้วยข้อผูกมัด 43 ล้านปอนด์

ภาพโดย Vienna Reyes / Unsplash
ความกล้าหาญในการทำธุรกิจกับคู่แข่งร่วมศึกพรีเมียร์ลีกกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นในซัมเมอร์นี้ อาร์เซนอลกลายเป็นสโมสรบิกซิกส์ที่ดึงนักเตะจากเชลซีไปมากที่สุดภายใต้เจ้าของชุดปัจจุบัน ขณะที่เชลซีทำข้อตกลงกับแอสตัน วิลลาถึง 8 ดีลในรอบ 4 ปี และยังสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการทำธุรกิจซื้อขายนักเตะกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี พร้อมทั้งปล่อยยืมตัวระหว่างกันเป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปี รวมถึงการส่งผู้เล่นแลกเปลี่ยนกับสโมสรพี่น้องอย่างสตราสบูร์กอีก 5 ราย
"เชลซีทำกำไรจากการซื้อขายและสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการระดมทุนผ่านการปล่อยตัวผู้เล่นมากกว่า 500 ล้านปอนด์ในตลาดรอบเดียว"
BBC Sport
ย้อนกลับไปในช่วงสี่ปีแรกภายใต้การบริหารของโบห์ลีและกลุ่มทุน เชลซีทุ่มเงินรวมเกือบ 2,000 ล้านปอนด์ผ่านตลาดนักเตะ 9 รอบ จนเคยเผชิญปัญหาทำผิดกฎควบคุมทางการเงินของยูฟ่าและพรีเมียร์ลีก จากการขาดทุนสะสมและการขายทรัพย์สินอย่างโรงแรมและทีมหญิงให้กับบริษัทในเครือ แต่หลังจากความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน 8-2 ต่อปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เมื่อฤดูกาลก่อน ประกอบกับเสียงวิจารณ์จากแฟนบอลและความไม่พอใจของนักเตะบางราย จนทำให้ทีมจบอันดับ 10 ในพรีเมียร์ลีก สโมสรจึงตระหนักว่าจำเป็นต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่
การปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของเชลซีสะท้อนให้เห็นว่าสโมสรฟุตบอลยุคใหม่ไม่สามารถพึ่งพาแค่การอัดฉีดเงินจากเจ้าของทีมเพื่อเลี่ยงกฎการเงิน (PSR และ FFP) ได้อีกต่อไป การสร้างรายได้จากการปั้นและขายนักเตะส่วนเกินในลักษณะ Trading Model กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรักษาสมดุลบัญชี พร้อมทั้งแต่งตั้ง ชาบี อลอนโซ เข้ามาคุมทัพเพื่อแก้ปัญหาความไม่มีเสถียรภาพในห้องแต่งตัวและยกระดับผลงานในสนามให้กลับมาลุ้นความสำเร็จอีกครั้ง
ที่มา: BBC Sport
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น