สนามบินทั่วโลกเร่งลดโลกร้อนพร้อมรองรับผู้โดยสารเพิ่ม
สนามบินนานาชาติแวนคูเวอร์ (YVR) และสนามบินชั้นนำอื่นๆ ใช้เทคโนโลยี Digital Twin เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารโดยไม่ต้องก่อสร้างอาคารใหม่ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2030

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- สนามบินชั้นนำพิสูจน์แล้วว่าการเติบโตของผู้โดยสารและเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) สามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้โดยไม่ต้องขยายอาคารใหม่
- การใช้งานเทคโนโลยี Digital Twin ช่วยวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของผู้โดยสารและสัมภาระเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อาคารที่มีอยู่เดิม
- ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดยังคงเป็นการจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3) ซึ่งรวมถึงเที่ยวบินและการดำเนินงานของสายการบิน
- มีสนามบินเพียง 30 แห่งจากทั้งหมด 661 แห่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Airport Carbon Accreditation ในระดับสูงสุดที่ระดับ 5 เท่านั้น
อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญในการรักษาสสมดุลระหว่างการรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กับความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยท่าอากาศยานหลายแห่งทั่วโลกเริ่มหันมาใช้แนวคิดการสร้างให้น้อยลงแต่ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการก่อสร้างขยายพื้นที่
เวนดี อาวิส ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมของสนามบินนานาชาติแวนคูเวอร์ หรือที่รู้จักกันในรหัส YVR ได้เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานว่า ทางสนามบินไม่มองว่าการเติบโตและเป้าหมายการลดโลกร้อนเป็นสิ่งขัดแย้งกัน แต่เป็นสิ่งที่สามารถขับเคลื่อนควบคู่กันไปได้ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย YVR ตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของท่าอากาศยานเองภายในปี 2030 ซึ่งครอบคลุมถึงอาคารสถานที่ ยานพาหนะ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน สารทำความเย็น และการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
หัวใจสำคัญที่สนามบิน YVR นำมาใช้แก้ปัญหาความหนาแน่นคือเทคโนโลยี Digital Twin ซึ่งเป็นแบบจำลองเสมือนจริงของสนามบินควบคู่กับการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อคอยติดตามการเคลื่อนไหวของผู้โดยสาร กระเป๋าเดินทาง เครื่องบิน และทรัพย์สินต่างๆ ภายในพื้นที่ ช่วยให้ผู้บริหารสามารถมองเห็นจุดที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ทันทีโดยไม่ต้องเทปูนสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
แนวคิด Digital Twin หรือการสร้างแฝดดิจิทัลถือเป็นเครื่องมือสำคัญในอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยจำลองสภาพแวดล้อมกายภาพจริงขึ้นมาบนระบบคอมพิวเตอร์เพื่อทดลองและจำลองสถานการณ์ล่วงหน้า ช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนมหาศาลจากการลองผิดลองถูกในโลกจริง สำหรับสนามบิน การจำลองการไหลเวียนของผู้โดยสารช่วยลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนจากการก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาล
"ในหลายๆ กรณี อาคารที่มีความยั่งยืนที่สุดคืออาคารที่คุณไม่ต้องสร้างมันขึ้นมา หากเราสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้นผ่านการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้ดีขึ้น เราก็จะหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างได้"
เวนดี อาวิส, ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมสนามบินนานาชาติแวนคูเวอร์ (YVR)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสนามบินหลายแห่งจะมีความคืบหน้าอย่างมากในการควบคุมการปล่อยมลพิษทางตรงที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของตนเอง เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียนและการเปลี่ยนมาใช้ระบบไฟฟ้า แต่ปัญหาใหญ่ที่ยังคงท้าทายและแก้ไขได้ยากที่สุดคือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการปฏิบัติการบินของสายการบินต่างๆ ทั่วโลก
จากข้อมูลของโครงการรับรองคาร์บอนสนามบินระบุว่า จากสนามบินที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 661 แห่งทั่วโลก มีเพียง 30 แห่งเท่านั้นที่สามารถก้าวขึ้นสู่การรับรองในระดับสูงสุดที่ระดับ 5 ได้ สะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างท่าอากาศยาน สายการบิน และผู้ให้บริการในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ยังคงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุดในการผลักดันอุตสาหกรรมการบินไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริงในอนาคต
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น