อนุทิน โพสต์ภาพชื่นมื่น เนวิน-พิพัฒน์ สยบข่าวลือความสัมพันธ์ร้าวฉาน
อนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์ภาพคู่ เนวิน และ พิพัฒน์ พร้อมแคปชั่นติดตลกว่าความสัมพันธ์ร้าวฉานปานเครมบรูเล่ หลังมีกระแสข่าวความไม่ลงรอยภายในพรรคภูมิใจไทย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- อนุทินโพสต์ภาพ เนวิน และ พิพัฒน์ ชื่นมื่นสยบข่าวลือความขัดแย้ง
- แซวความสัมพันธ์ร้าวฉานปานเครมบรูเล่กลบกระแสข่าวลือในพรรคภูมิใจไทย
- พิพัฒน์แชร์โพสต์ดังกล่าวพร้อมข้อความระบุ #นนพ ครับ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ด้วยการโพสต์ภาพความชื่นมื่นของนายเนวิน ชิดชอบ และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ พร้อมกับใส่แคปชั่นอารมณ์ขันว่าความสัมพันธ์ของกลุ่มที่เรียกว่า #นนพ นั้นร้าวฉานปานเครมบรูเล่ หลังจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวลือออกมาอย่างต่อเนื่องถึงรอยร้าวภายในพรรคภูมิใจไทยระหว่างแกนนำคนสำคัญกลุ่ม 2 น. 1 พ. ว่าอาจกำลังประสบปัญหาความไม่ลงรอยกันจากการปรับเปลี่ยนบทบาทและทิศทางการบริหารงานในรัฐบาล
กระแสข่าวความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางประเด็นทางการเมืองสำคัญหลายเรื่อง ได้แก่:
- กรณีที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งดึงงานกำกับดูแลเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กลับคืนจากนายพิพัฒน์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
- แผนการของรัฐบาลในการเตรียมพับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นเมกะโปรเจ็กต์สำคัญในพื้นที่ภาคใต้
การใช้สื่อสังคมออนไลน์โพสต์ภาพและข้อความติดตลกในลักษณะนี้ถือเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่พรรคการเมืองมักนำมาใช้เพื่อลดทอนกระแสข่าวเชิงลบและสยบข่าวลือความขัดแย้งภายในพรรคได้อย่างรวดเร็ว โดยการเปรียบเทียบกับเครมบรูเล่ ซึ่งเป็นขนมหวานที่มีผิวหน้าแข็งกรอบแต่เนื้อในนุ่มเนียน เป็นการสื่อเป็นนัยว่ารอยร้าวที่ถูกพูดถึงนั้นเป็นเพียงเปลือกนอกหรือไม่มีอยู่จริง เช่นเดียวกับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของแกนนำพรรคที่ยังคงร่วมงานกันตามปกติ
หลังจากที่นายอนุทินได้เผยแพร่ภาพดังกล่าวออกไป นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้ทำการแชร์ข้อความและภาพดังกล่าวบนเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมทั้งเขียนข้อความสั้นๆ กำกับไว้ว่า #นนพ ครับ เพื่อเป็นการยืนยันความสัมพันธ์อันดีและสอดรับกับท่าทีของนายอนุทินในการสยบข่าวลือความขัดแย้งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาก่อนหน้านี้
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น