ข้ามไปเนื้อหาหลัก

วิกฤตไฟป่ารุนแรงในฝรั่งเศสและสเปน อพยพประชาชนกว่า 3 แสนคน

ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนทำลายสถิติ ส่งผลให้เกิดไฟป่าลุกลามหนักที่สุดในรอบสองทศวรรษ เผาผลาญพื้นที่นับร้อยตารางไมล์และสร้างพายุฝนฟ้าคะนองจากไฟป่า

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
28 Jul 2026ที่มา: BBC Science & Environment4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 04 Aug 2026
แชร์
วิกฤตไฟป่ารุนแรงในฝรั่งเศสและสเปน อพยพประชาชนกว่า 3 แสนคน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ฝรั่งเศสและสเปนเผชิญไฟป่ารุนแรง บังคับให้ประชาชนต้องอพยพมากกว่า 300,000 คน
  • พื้นที่รอบกรุงมาดริดถูกเผาทำลายไปประมาณ 297 ตารางไมล์ หรือ 770 ตารางกิโลกรัม
  • ภูมิภาคฌีรงด์ (Gironde) ของฝรั่งเศสเสียหายกว่า 162 ตารางไมล์ในเวลาไม่ถึงสี่วัน
  • ความรุนแรงของไฟป่าทำให้เกิดปรากฏการณ์พายุฝนฟ้าคะนองที่สร้างฟ้าผ่าและจุดไฟเพิ่มเอง

สถานการณ์ไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์กำลังโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงในประเทศฝรั่งเศสและสเปน ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 300,000 คนต้องละทิ้งบ้านเรือนเพื่ออพยพหนีภัย โดยในฝรั่งเศสพบว่านี่คือเหตุการณ์ไฟป่าที่เลวร้ายที่สุดในรอบสอง decades ขณะที่เจ้าหน้าที่ในกรุงมาดริด เมืองหลวงของสเปน ระบุตรงกันว่าเป็นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ภูมิภาคเคยบันทึกไว้ เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากฤดูร้อนที่แผดเผาด้วยคลื่นความร้อนทั่วทวีปยุโรป ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียส หรือ 104 องศาฟาเรนไฮต์ในหลายพื้นที่

ทางด้านทางการประเมินว่า ไฟป่าแยกย่อยบริเวณนอกกรุงมาดริดได้แผดเผาพื้นที่รวมกันประมาณ 297 ตารางไมล์ หรือคิดเป็น 770 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กว้างใหญ่กว่าตัวเมืองมาดริดเสียอีก ส่วนในฝรั่งเศส พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุดคือแคว้นฌีรงด์ (Gironde) รอบเมืองบอร์โดซ์ โดยมีผู้คนมากกว่า 200,000 ชีวิตต้องอพยพหนีตาย เปลวเพลิงลุกลามด้วยความรวดเร็วผ่านผืนป่าและไร่องุ่นในเขตผลิตไวน์ชื่อดังของประเทศ เผาผลาญพื้นที่ไปมากกว่า 162 ตารางไมล์ หรือ 420 ตารางกิโลเมตร ภายในระยะเวลาน้อยกว่าสี่วัน ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่กว่ากรุงปารีสราวสี่เท่า และในขณะนี้ไฟได้ลุกลามเข้าไปประชิดห่างจากทางใต้ของเมืองบอร์โดซ์เพียง 9 ไมล์ หรือ 15 กิโลเมตรเท่านั้น

300,000+ประชาชนที่ต้องอพยพ
420 ตร.กม.พื้นที่เสียหายในฌีรงด์ (น้อยกว่า 4 วัน)
15 กม.ระยะห่างจากเมืองบอร์โดซ์

นอกจากนี้ เปลวเพลิงยังสร้างภัยคุกคามต่อสถานที่สำคัญทางทหารและอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวหลายแห่งในบริเวณดังกล่าว รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาขีปนาวุธของฝรั่งเศส มอเตอร์จรวด และกระบวนการจัดการสารเคมีอันตราย ภาพถ่ายดาวเทียมเหนือแคว้นฌีรงด์เผยให้เห็นผืนดินสีดำสนิทเป็นวงกว้าง พร้อมด้วยกลุ่มควันหนาทึบที่ลอยตัวพัดไปทางทิศตะวันออก ความรุนแรงของไฟป่าพุ่งสูงจนถึงขั้นก่อให้เกิดปรากฏการณ์พายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดจากไฟป่า (fire thunderstorm) ขึ้นมาเอง ซึ่งเป็นสภาพอากาศที่หาได้ยากยิ่ง

wildfire aerial smoke flames

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อความร้อนจากไฟป่าทำให้อากาศเหนือเปลวเพลิงลอยตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว หอบเอาควัน ขี้เถ้า และไอน้ำพุ่งสูงขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เมื่ออากาศลอยตัวสูงขึ้นก็จะเย็นลง และไอน้ำจะควบแน่นกลายเป็นก้อนเมฆ หากไฟมีความรุนแรงมากพอและชั้นบรรยากาศไร้เสถียรภาพ เมฆนั้นจะเติบโตเป็นเมฆคิวมูโลนิมบัส ซึ่งเป็นเมฆชนิดเดียวกับที่ก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง และเมื่อเมฆเหล่านี้มีขนาดใหญ่พอก็สามารถสร้างฟ้าผ่าขึ้นมาเองจนไปจุดประกายไฟป่าลูกใหม่ได้ รวมถึงอาจทำให้เกิดลูกเห็บและฝนตกลงมาเป็นครั้งคราว

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

"ไม่มีข้อสงสัยเลยว่านี่คือไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคมาดริด"

ฟรานซิสโก มาร์ติน (Francisco Martin) ผู้แทนรัฐบาลในมาดริด

การเกิดพายุฝนฟ้าคะนองจากไฟป่า (Pyrocumulonimbus) ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายที่อันตรายที่สุดสำหรับนักดับเพลิง เนื่องจากมันไม่ได้เป็นเพียงผลกระทบจากไฟ แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวขยายความรุนแรงของภัยพิบัติผ่านการสร้างฟ้าผ่าลูกใหม่และกระแสลมกระโชกแรงที่คาดเดาทิศทางไม่ได้ ทำให้การควบคุมเพลิงที่โหมกระหน่ำท่ามกลางสภาพอากาศแห้งแล้งจากภาวะโลกร้อนกลายเป็นงานที่ยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น

เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ ทางการฝรั่งเศสได้ระดมสรรพกำลังอย่างเต็มที่ โดยมีนักดับเพลิงราว 2,500 นาย เจ้าหน้าที่ทหาร 1,500 นาย และตำรวจหรือเจ้าหน้าที่กองกำลังกึ่งทหารอีก 1,200 นายเข้าร่วมปฏิบัติการดับไฟ นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องบินทิ้งสารหน่วงไฟ รวมถึงเครื่องบินรุ่น Canadair ที่สามารถตักน้ำ 6,000 ลิตรจากทะเลสาบหรือทะเลภายในเวลา 12 วินาทีเพื่อนำไปทิ้งลงบนกองไฟได้ทันที รอบเมืองลาคาโน (Lacanau) เจ้าหน้าที่ได้ใช้รถเกลี่ยดินและรถขุดเจาะเพื่อสร้างแนวกันไฟที่มีความกว้างถึง 100 เมตรในบางจุด ซึ่งเป็นการกำจัดพืชพรรณเชื้อเพลิงออกไปเพื่อไม่ให้ไฟลุกลามขยายวงกว้างต่อไปได้

ที่มา: BBC Science & Environment

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้